โอกาสทองในการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอินเดีย
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดียมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง ความต้องการในตลาดที่มีความยืดหยุ่น และความร่วมมือพหุภาคีที่มีเป้าหมายในการสร้างเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรม
อินเดียยังคงเป็นตลาดที่แข็งแกร่งในการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก จากข้อมูลของ Gem & Jewellery Export Promotion Council (GJEPC) การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับสูงแตะ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2023-2024 นับเป็นหนึ่งในตลาดเครื่องประดับชั้นนำของโลก
GJEPC เปิดเผยว่า การบริโภคเครื่องประดับภายในประเทศเองก็มีสถิติที่น่าพอใจด้วยมูลค่า 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปีงบประมาณดังกล่าว โดยเครื่องประดับเพชรเพียงอย่างเดียวก็มีมูลค่ารวม 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดว่า ตลาดเครื่องประดับอินเดียมีโอกาสที่จะพุ่งแตะ 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030
รายงาน Sparkling success: Renaissance in India's gems and jewellery sector ของ Deloitte ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมกราคม ปี 2025 ยังแสดงถึงผลการศึกษาในเชิงบวก
จากการศึกษา อุตสาหกรรมเครื่องประดับอินเดียอาจมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 225,000-245,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปีงบประมาณ 2035 โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการภายในประเทศที่มั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการขยายการลงทุนของรัฐบาล
Deloitte เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงดำเนินอยู่ อินเดียยังคงได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตเร็วที่สุด ซึ่งเอื้อต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเครื่องประดับ
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ปี 2024 เป็นปีที่อินเดียแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ แม้ความต้องการทองรูปพรรณจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม โดยในรายงาน Gold Demand Trends 2024 ของสภาฯ ระบุว่า ความต้องการทองรูปพรรณของอินเดียลดลงร้อยละ 2 ในปี 2024 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูง
ข้อมูลของ WGC แสดงให้เห็นว่า ราคาทองคำ ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 พุ่งขึ้นแตะ 2,927.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
“ข้อเท็จจริงที่ว่า ความต้องการทองรูปพรรณทั้งปีลดลงเพียงร้อยละ 2 ในปีที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดหลายครั้ง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดทองคำในอินเดียได้เป็นอย่างดี” สภาทองคำโลกกล่าว
WGC ยังชี้ว่า ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแรงของเศรษฐกิจภายในประเทศ ประกอบกับการตอบรับเชิงบวกของตลาด หลังรัฐบาลอินเดียปรับลดภาษีนำเข้าทองคำตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานยังเผยด้วยว่า อินเดียได้แซงหน้าจีน ขึ้นเป็นตลาดทองรูปพรรณที่ใหญ่ที่สุดของโลกเป็นครั้งที่สองในรอบสามปีอีกด้วย
โอกาสอันเจิดจรัส
อินเดียถือเป็นตลาดสำคัญในเวทีการค้าระหว่างประเทศด้านอัญมณีและเครื่องประดับ อันเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การบริโภคที่มีเสถียรภาพ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ตามคำกล่าวของนาย Kirit Bhansali ประธานสมาพันธ์ผู้ส่งออกเครื่องประดับและอัญมณีแห่งอินเดีย (GJEPC) คนใหม่
โครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนคนหนุ่มสาวสูง ประกอบกับรากทางวัฒนธรรมที่มีความผูกพันกับทองคำและเครื่องประดับ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันความต้องการภายในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง Bhansali กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียที่มุ่งเน้นการส่งออก มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และแรงงานฝีมือที่ชำนาญ ส่งผลให้อินเดียสามารถก้าวล้ำหน้าตลาดอื่นๆ ได้อย่างโดดเด่น”
ตามข้อมูลจากกระทรวงสถิติและการดำเนินโครงการของอินเดีย คาดว่า GDP ของประเทศจะเติบโตร้อยละ 6.4 ในปีงบประมาณ 2024–2025 แม้จะชะลอลงจากอัตราเติบโตเบื้องต้นที่ร้อยละ 8.2 ในปีงบประมาณก่อนหน้า แต่ก็ยังถือว่าน่าจับตามอง
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยังเดินหน้ามองหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ โดย Bhansali เปิดเผยว่า อินเดียกำลังสำรวจตลาดใหม่ๆ ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดที่มีอยู่เดิม โดยประเทศเป้าหมายตั้งแต่ในปี 2025 ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อเมริกาใต้ สหราชอาณาจักร ยุโรป และโอมาน ซึ่งมีศักยภาพสูงจากความต้องการสินค้าหรูหราที่เพิ่มขึ้น การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ขยายตัวและวัฒนธรรมเครื่องประดับที่เฟื่องฟู
นอกจากนี้ อินเดียยังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหราชอาณาจักร ยุโรป โอมาน และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งเมื่อบรรลุข้อตกลงจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้ อินเดียได้ลงนามใน FTA กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และออสเตรเลียในปี 2022 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักของอินเดียในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
Bhansali เปิดเผยว่า นอกจากนี้ อินเดียกำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหราชอาณาจักร ยุโรป โอมาน และกลุ่มประเทศ Gulf Cooperation Council (GCC) ซึ่งเมื่อบรรลุข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะยิ่งเสริมศักยภาพในการนำสินค้าอินเดียเข้าสู่ตลาด ก่อนหน้านี้ อินเดียได้ลงนาม FTA ร่วมกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และออสเตรเลีย เมื่อปี 2022 ซึ่งยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสินค้าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศ ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักของอัญมณีและเครื่องประดับอินเดีย ได้แก่ สหรัฐฯ ฮองกง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ศูนย์กลางเพชร
บทบาทของอินเดียในอุตสาหกรรมอัญมณีระดับโลกทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากความเคลื่อนไหวภาคเอกชนที่มุ่งกระตุ้นความต้องการเพชรธรรมชาติให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ในเดือนมกราคม 2025 GJEPC ได้ร่วมมือกับ De Beers Group เปิดตัว “Indian Natural Diamond Retailer Alliance (INDRA)” เพื่อสนับสนุนผู้ค้าปลีกในประเทศ โดยมุ่งให้เครื่องมือทางการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI โมดูลการอบรมหลายภาษา และกลยุทธ์การเล่าเรื่อง เพื่อเพิ่มยอดขายเพชรธรรมชาติ โดยมีการจัดโรดโชว์เชิงปฏิสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าร่วมแล้วในหลายพื้นที่
Yoram Dvash ประธานสมาพันธ์ตลาดซื้อขายเพชรโลก (WFDB) กล่าวยกย่องบทบาทสำคัญของอินเดียในฐานะกำลังหลักในการฟื้นฟูความต้องการเพชรทั่วโลก โดยระบุว่า “อินเดียเป็นประเทศที่เข้าใจเพชรอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบัน เพชรกว่าร้อยละ 90 ทั่วโลกถูกนำมาขัดและเจียระไนในอินเดีย อินเดียมีทั้งความชำนาญ ความรู้ และวัฒนธรรมที่ยอมรับเพชรอย่างเต็มที่ ดังนั้น อินเดียจึงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเพชรธรรมชาติอย่างยิ่ง”
ดวาชยังเสริมว่า อินเดียมีศักยภาพสูงในการเติบโตเป็นตลาดบริโภคเพชรเจียระไนรายใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว จึงทำให้อุตสาหกรรมเพชรเริ่มหันมาเพ่งเล็งที่สหรัฐฯ และอินเดียในฐานะศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญ และเมื่อจีนกลับมาแล้ว โลกจะมีศูนย์เพชรใหญ่ถึง 3 แห่ง ซึ่งอินเดียจะมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มสมดุลนี้
Dvash ยังไม่ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ GJEPC อีกในอนาคต พร้อมเปิดเผยว่า ทั้งสององค์กรเคยมีความร่วมมือกันหลายครั้งในอดีต
เส้นทางข้างหน้า
จากผลสำรวจของ Deloitte ซึ่งเปรียบเทียบแนวโน้มผู้บริโภคในอินเดียระหว่างปี 2023-2024 พบว่า ตลาดเครื่องประดับอินเดียอยู่ในช่วงการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและความทันสมัย โดย “ทองคำยังคงเป็นตัวเลือกหลัก โดยเฉพาะในงานแต่งงานและเพื่อการลงทุน ขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจกับดีไซน์ร่วมสมัยที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงทางเลือกที่ยั่งยืน เช่น เพชรสังเคราะห์”
ข้อมูลยังชี้ว่า ผู้บริโภควัยหนุ่มสาวมีแนวโน้มเลือกเครื่องประดับที่เรียบง่าย ใช้งานได้ทุกวัน และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ส่วนผู้บริโภคที่มีอายุมากขึ้นและมีรายได้ที่ใช้จ่ายได้มากกว่า มักเน้นซื้อเพื่อการลงทุน
Deloitte สรุปว่า “ภาคเครื่องประดับของอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นโยบายรัฐที่เอื้ออำนวย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัต การปฏิบัติตามกฎระเบียบและความสามารถในการปรับตัวให้ทันตลาดจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถคว้าโอกาสจากตลาดที่กำลังขยายตัวนี้ได้”
ขณะเดียวกัน Dvash เน้นย้ำ ศักยภาพอันมหาศาลของอินเดีย จากประวัติศาสตร์อันยาวนานในการซื้อขายเพชร อัญมณี และเครื่องประดับ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านภาษีนำเข้าเพชร ทำให้ตลาดภายในของอินเดียยังปิดกั้นการเข้าถึงจากผู้เล่นต่างชาติ ซึ่งควรเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรหยิบยกขึ้นมาหารือ เพื่อเปิดตลาดผู้บริโภคภายในให้กว้างยิ่งขึ้น
ในมุมมองของ Bhansali ประธาน GJEPC เขายังคงมองในแง่ดีว่า อินเดียจะสามารถขยายการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับได้อย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวและขยายตัวของตลาดหลักทั่วโลก โดยเฉพาะจากความตกลงการค้าเสรีกับ UAE ออสเตรเลีย และการเจรจาในอนาคตกับสหราชอาณาจักร ยุโรป และกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ
แม้จะยังมีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และปัญหาห่วงโซ่อุปทานจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่อินเดียยังคงมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ทั้งเศรษฐกิจภายในที่เติบโต ความต้องการบริโภคที่ยืดหยุ่น และนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคการค้า ซึ่งจะช่วยประคองภาคอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นความผันผวนไปได้
ขณะเดียวกัน สภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า ราคาทองคำจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความต้องการเครื่องประดับทองในปี 2025 แม้งานแต่งงานจะยังช่วยกระตุ้นยอดขายได้บ้าง แต่ความผันผวนของราคาทองจะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในระยะข้างหน้า
แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ตุลาคม 2568

