โครงสร้างอุปสงค์ทองคำโลกที่เปลี่ยนแปลงและผลต่อการบริโภคเครื่องประดับ

Jan 23, 2026
1751 views
3 shares

        ในปี 2568 ที่ผ่านมา ทองคำทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยราคาทะยานขึ้นมากกว่า 60% และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) มากกว่า 50 ครั้ง ปัจจัยหนุนหลักมาจากความผันผวนของตลาด ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และแรงส่งด้านราคา ขณะที่ปีนี้ ณ วันที่ 12 มกราคม 2569 ราคาทองคำทะลุขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้ว ซึ่งหลายๆ คนต่างตั้งคำถามสำคัญเดียวกันว่า "ทิศทางราคาจะเป็นอย่างไรต่อไป?"

        สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ประเมินว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อไป จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในปี 2569 และอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเปลี่ยนจากการซื้อตามโอกาสเป็นการซื้อสะสมต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาในระยะยาว ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพของตลาด ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ของทองคำมีความหลากหลายมากขึ้น และลดการพึ่งพาการเก็งกำไรหรือความต้องการเชิงราคาในภาคเครื่องประดับเพียงอย่างเดียว 

 

ภาพกราฟแสดงการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลก จาก https://www.cmegroup.com/

        โดย WGC พิจารณาในกรณีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากความตึงเครียดทางการค้า ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 15–30% จากระดับปัจจุบันในปี 2569 โดยแรงซื้อจากการลงทุน โดยเฉพาะผ่านกองทุน ETF ทองคำ จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ชดเชยความอ่อนแอในภาคเครื่องประดับและการใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

        ในอีกด้านหนึ่ง หากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วขึ้น อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น ส่งผลกดดันราคาทองคำให้ปรับฐานลงได้ราว 5–20% จากระดับปัจจุบัน จากการที่นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและหันไปรับความเสี่ยงมากขึ้น

        ขณะที่นักวิเคราะห์จาก HSBC ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารและบริการทางการเงินระดับโลก มองว่า ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นและหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นอาจผลักดันราคาทองคำให้สูงถึง 5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ส่วนกรอบทั้งปี คาดการณ์ช่วงราคาตั้งแต่ 3,950-5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์สำหรับปีนี้ และราคาสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์

        อย่างไรก็ดี ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะดึงดูดนักลงทุน แต่กลับส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับ โดยในปี 2568 การบริโภคเครื่องประดับทองคำทั่วโลกปรับลดลงจาก 2,109.24 ตัน ในปี 2567 มาอยู่ที่ 1,887.79 ตัน ลดลง 10.50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาทองคำที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยอินเดียยังรักษาแชมป์บริโภคเครื่องประดับทองปริมาณมากที่สุดในโลก ตามด้วยจีน สหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และตุรกี ตามลำดับ (World Gold Council)

 

ภาพประกอบจาก https://news.jewellerynet.com

        ท่ามกลางทิศทางราคาทองคำที่ทรงตัวในระดับสูงและยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการเครื่องประดับไม่อาจพึ่งพารูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป การปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการควบคุมต้นทุน แต่เป็นการทบทวนบทบาทของเครื่องประดับจาก “สินทรัพย์ที่สะท้อนมูลค่าโลหะ” ไปสู่ “งานสร้างสรรค์ที่สะท้อนคุณค่าและอัตลักษณ์” อีกหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ การพัฒนาเครื่องประดับแบบ Mixed Metal หรือการผสมผสานโลหะหลากชนิดในชิ้นงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่ทองคำกับเงิน แพลทินัม หรือโลหะทางเลือกอื่น แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาทองคำในเชิงปริมาณ แต่ยังสร้างมิติใหม่ด้านดีไซน์ ทำให้สินค้าโดดเด่น ทันสมัย และสอดรับกับรสนิยมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาเอกลักษณ์มากกว่ามูลค่าโลหะเพียงอย่างเดียว


จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

มกราคม 2569

------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

1) Jewellery Net. January 2026. Elevated instability could support gold in 2026. [Online]. Available at: https://news.jewellerynet.com/en/jnanews/news/26889/010726-Elevated-instability-could-support-gold-in-2026/. (Retrieved January 10,2026).

2) Kitco. January 8, 2026. Gold price could reach $5,050/oz in H1 2026, but H2 correction could be deeper. [Online]. Available at: https://www.kitco.com/news/article/2026-01-08/gold-price-could-reach-5050oz-h1-2026-h2-correction-could-be-deeper-hsbc. (Retrieved January 12,2025).

3) CME group. January 7, 2026. Precious Metals Outlook 2026: Market Dynamics Following a Record-Breaking Year. [Online]. Available at: https://www.cmegroup.com/articles/2026/precious-metals-outlook-2026-market-dynamics-following-a-record-breaking-year.html/. (Retrieved January 10,2026).





เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


โครงสร้างอุปสงค์ทองคำโลกที่เปลี่ยนแปลงและผลต่อการบริโภคเครื่องประดับ

Jan 23, 2026
1751 views
3 shares

        ในปี 2568 ที่ผ่านมา ทองคำทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยราคาทะยานขึ้นมากกว่า 60% และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) มากกว่า 50 ครั้ง ปัจจัยหนุนหลักมาจากความผันผวนของตลาด ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และแรงส่งด้านราคา ขณะที่ปีนี้ ณ วันที่ 12 มกราคม 2569 ราคาทองคำทะลุขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้ว ซึ่งหลายๆ คนต่างตั้งคำถามสำคัญเดียวกันว่า "ทิศทางราคาจะเป็นอย่างไรต่อไป?"

        สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ประเมินว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อไป จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในปี 2569 และอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเปลี่ยนจากการซื้อตามโอกาสเป็นการซื้อสะสมต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาในระยะยาว ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพของตลาด ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ของทองคำมีความหลากหลายมากขึ้น และลดการพึ่งพาการเก็งกำไรหรือความต้องการเชิงราคาในภาคเครื่องประดับเพียงอย่างเดียว 

 

ภาพกราฟแสดงการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลก จาก https://www.cmegroup.com/

        โดย WGC พิจารณาในกรณีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากความตึงเครียดทางการค้า ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 15–30% จากระดับปัจจุบันในปี 2569 โดยแรงซื้อจากการลงทุน โดยเฉพาะผ่านกองทุน ETF ทองคำ จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ชดเชยความอ่อนแอในภาคเครื่องประดับและการใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

        ในอีกด้านหนึ่ง หากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วขึ้น อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น ส่งผลกดดันราคาทองคำให้ปรับฐานลงได้ราว 5–20% จากระดับปัจจุบัน จากการที่นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและหันไปรับความเสี่ยงมากขึ้น

        ขณะที่นักวิเคราะห์จาก HSBC ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารและบริการทางการเงินระดับโลก มองว่า ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นและหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นอาจผลักดันราคาทองคำให้สูงถึง 5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ส่วนกรอบทั้งปี คาดการณ์ช่วงราคาตั้งแต่ 3,950-5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์สำหรับปีนี้ และราคาสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์

        อย่างไรก็ดี ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะดึงดูดนักลงทุน แต่กลับส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับ โดยในปี 2568 การบริโภคเครื่องประดับทองคำทั่วโลกปรับลดลงจาก 2,109.24 ตัน ในปี 2567 มาอยู่ที่ 1,887.79 ตัน ลดลง 10.50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาทองคำที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยอินเดียยังรักษาแชมป์บริโภคเครื่องประดับทองปริมาณมากที่สุดในโลก ตามด้วยจีน สหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และตุรกี ตามลำดับ (World Gold Council)

 

ภาพประกอบจาก https://news.jewellerynet.com

        ท่ามกลางทิศทางราคาทองคำที่ทรงตัวในระดับสูงและยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการเครื่องประดับไม่อาจพึ่งพารูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป การปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการควบคุมต้นทุน แต่เป็นการทบทวนบทบาทของเครื่องประดับจาก “สินทรัพย์ที่สะท้อนมูลค่าโลหะ” ไปสู่ “งานสร้างสรรค์ที่สะท้อนคุณค่าและอัตลักษณ์” อีกหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ การพัฒนาเครื่องประดับแบบ Mixed Metal หรือการผสมผสานโลหะหลากชนิดในชิ้นงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่ทองคำกับเงิน แพลทินัม หรือโลหะทางเลือกอื่น แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาทองคำในเชิงปริมาณ แต่ยังสร้างมิติใหม่ด้านดีไซน์ ทำให้สินค้าโดดเด่น ทันสมัย และสอดรับกับรสนิยมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาเอกลักษณ์มากกว่ามูลค่าโลหะเพียงอย่างเดียว


จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

มกราคม 2569

------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

1) Jewellery Net. January 2026. Elevated instability could support gold in 2026. [Online]. Available at: https://news.jewellerynet.com/en/jnanews/news/26889/010726-Elevated-instability-could-support-gold-in-2026/. (Retrieved January 10,2026).

2) Kitco. January 8, 2026. Gold price could reach $5,050/oz in H1 2026, but H2 correction could be deeper. [Online]. Available at: https://www.kitco.com/news/article/2026-01-08/gold-price-could-reach-5050oz-h1-2026-h2-correction-could-be-deeper-hsbc. (Retrieved January 12,2025).

3) CME group. January 7, 2026. Precious Metals Outlook 2026: Market Dynamics Following a Record-Breaking Year. [Online]. Available at: https://www.cmegroup.com/articles/2026/precious-metals-outlook-2026-market-dynamics-following-a-record-breaking-year.html/. (Retrieved January 10,2026).





เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970