นโยบายใหม่อินเดีย “ปิดทางนำเข้า” เครื่องประดับ ความเสี่ยงใหม่ของผู้ส่งออกไทย

Apr 8, 2026
397 views
0 share

        รัฐบาลอินเดียได้ปรับนโยบายการนำเข้าสินค้าในหมวดอัญมณีและโลหะมีค่า ภายใต้พิกัดสินค้า 7113 เช่น เครื่องประดับทองคำ เงิน และแพลทินัม จากเดิมที่นำเข้าได้เสรี มาเป็น “สินค้านำเข้าจำกัด (Restricted)” มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 ภายใต้อำนาจของพระราชบัญญัติการค้าต่างประเทศและนโยบายการค้าปี 2023 โดยรัฐบาลต้องการปิดช่องโหว่ของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีการใช้ช่องทางนำเข้าโลหะมีค่าผ่านรูปแบบ “เครื่องประดับ” เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า 

        ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตหรือใบอนุญาตล่วงหน้าก่อนนำเข้าสินค้าดังกล่าวเข้าสู่อินเดีย และไม่มีช่วงผ่อนผันหรือข้อยกเว้นสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเปิด L/C หรือสินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่ง และยังระงับสิทธิประโยชน์ช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งหมด (Transitional arrangements)  อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในบางกรณี ได้แก่

        1) การนำเข้าโดยหน่วยงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) และหน่วยผลิตเพื่อการส่งออก (100% EOUs) เพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกต่อเท่านั้น ห้ามนำมาขายในตลาดภายในประเทศ 

        2) การนำเข้าภายใต้โครงการส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับตาม Chapter-4 ของนโยบายการค้า (FTP 2023) (ยกว้นให้ผู้นำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาผลิตและแปรรูป เพื่อส่งออก)

        3) การนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ภายใต้กรอบความตกลง INDIA-UAE CEPA ซึ่งยังคงได้รับสิทธิพิเศษนำเข้าได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตสำหรับรายการที่ระบุ

        4) การนำเข้าภายใต้โควตาภาษีศุลกากร คือ มาตรการที่รัฐกำหนดให้สามารถนำเข้าสินค้าได้ในปริมาณที่กำหนด โดยใช้อัตราภาษี 2 ระดับ หากอยู่ภายในโควตา (In-quota): นำเข้าได้ในปริมาณที่กำหนด และเสียภาษีในอัตราต่ำ หรืออาจเป็น 0% แต่หากอยู่นอกโควตา นำเข้าเกินปริมาณที่กำหนด จะต้องเสียภาษีในอัตราสูงมาก

การค้าระหว่างไทย-อินเดีย

         อินเดียเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปอินเดียเป็นอันดับ 3 มูลค่า 2,029.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตสูงถึง 176.09% ขณะที่สินค้าเครื่องประดับแท้พิกัด 7113 ซึ่งเป็นสินค้าหลัก มีสัดส่วนถึง 36.19% ของการส่งออกไปอินเดียทั้งหมด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

มาตรการคุมเข้มการนำเข้าเครื่องประดับและโลหะมีค่าของอินเดียจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 3 และสินค้าเครื่องประดับแท้พิกัด 7113 เป็นสินค้าหลักของไทยในตลาดนี้ การเปลี่ยนจาก “นำเข้าเสรี” เป็น “สินค้านำเข้าจำกัด” ทำให้ทั้งในด้านการเข้าถึงตลาดที่เข้มงวดมากขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากขั้นตอนการขอใบอนุญาต และความล่าช้าในกระบวนการนำเข้า โดยเฉพาะเมื่อไม่มีช่วงผ่อนผันสำหรับคำสั่งซื้อเดิม ส่งผลให้คำสั่งซื้อมีแนวโน้มชะลอตัว และกระทบต่อการเติบโตของการส่งออกไทยในตลาดอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับแท้ซึ่งเป็นสินค้าหลัก

        ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับข้อยกเว้น เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งภายใต้ความตกลง India–UAE CEPA ยังคงสามารถส่งออกสินค้าในบางรายการเข้าสู่อินเดียได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต และในบางกรณีอาจได้รับสิทธิด้านภาษีที่ดีกว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการจาก UAE มีความคล่องตัวสูงกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และสามารถตอบสนองคำสั่งซื้อได้รวดเร็วกว่าไทย

        นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของอินเดีย ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลันและไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องนำความเสี่ยงด้านนโยบายมาพิจารณาในการวางแผนธุรกิจ ควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ เช่น การกระจายตลาดส่งออก การพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับเงื่อนไขยกเว้น หรือการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางการค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


จัดทำโดย นางสาววาสนา สมเนตร์

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 เมษายน 2569

--------------------------------------------

ที่มา: Government of India Ministry of Commerce & Industry, Department of Commerce Directorate General of Foreign Trade Vanijya Bhawan, New Delhi. Notification No.02/2026-27. 01 April 2026



ข้อมูลอ้างอิง


Government of India Ministry of Commerce & Industry, Department of Commerce Directorate General of Foreign Trade Vanijya Bhawan, New Delhi. Notification No.02/2026-27. 01 April 2026.

เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


นโยบายใหม่อินเดีย “ปิดทางนำเข้า” เครื่องประดับ ความเสี่ยงใหม่ของผู้ส่งออกไทย

Apr 8, 2026
397 views
0 share

        รัฐบาลอินเดียได้ปรับนโยบายการนำเข้าสินค้าในหมวดอัญมณีและโลหะมีค่า ภายใต้พิกัดสินค้า 7113 เช่น เครื่องประดับทองคำ เงิน และแพลทินัม จากเดิมที่นำเข้าได้เสรี มาเป็น “สินค้านำเข้าจำกัด (Restricted)” มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 ภายใต้อำนาจของพระราชบัญญัติการค้าต่างประเทศและนโยบายการค้าปี 2023 โดยรัฐบาลต้องการปิดช่องโหว่ของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีการใช้ช่องทางนำเข้าโลหะมีค่าผ่านรูปแบบ “เครื่องประดับ” เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า 

        ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตหรือใบอนุญาตล่วงหน้าก่อนนำเข้าสินค้าดังกล่าวเข้าสู่อินเดีย และไม่มีช่วงผ่อนผันหรือข้อยกเว้นสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเปิด L/C หรือสินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่ง และยังระงับสิทธิประโยชน์ช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งหมด (Transitional arrangements)  อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในบางกรณี ได้แก่

        1) การนำเข้าโดยหน่วยงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) และหน่วยผลิตเพื่อการส่งออก (100% EOUs) เพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกต่อเท่านั้น ห้ามนำมาขายในตลาดภายในประเทศ 

        2) การนำเข้าภายใต้โครงการส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับตาม Chapter-4 ของนโยบายการค้า (FTP 2023) (ยกว้นให้ผู้นำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาผลิตและแปรรูป เพื่อส่งออก)

        3) การนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ภายใต้กรอบความตกลง INDIA-UAE CEPA ซึ่งยังคงได้รับสิทธิพิเศษนำเข้าได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตสำหรับรายการที่ระบุ

        4) การนำเข้าภายใต้โควตาภาษีศุลกากร คือ มาตรการที่รัฐกำหนดให้สามารถนำเข้าสินค้าได้ในปริมาณที่กำหนด โดยใช้อัตราภาษี 2 ระดับ หากอยู่ภายในโควตา (In-quota): นำเข้าได้ในปริมาณที่กำหนด และเสียภาษีในอัตราต่ำ หรืออาจเป็น 0% แต่หากอยู่นอกโควตา นำเข้าเกินปริมาณที่กำหนด จะต้องเสียภาษีในอัตราสูงมาก

การค้าระหว่างไทย-อินเดีย

         อินเดียเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปอินเดียเป็นอันดับ 3 มูลค่า 2,029.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตสูงถึง 176.09% ขณะที่สินค้าเครื่องประดับแท้พิกัด 7113 ซึ่งเป็นสินค้าหลัก มีสัดส่วนถึง 36.19% ของการส่งออกไปอินเดียทั้งหมด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

มาตรการคุมเข้มการนำเข้าเครื่องประดับและโลหะมีค่าของอินเดียจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 3 และสินค้าเครื่องประดับแท้พิกัด 7113 เป็นสินค้าหลักของไทยในตลาดนี้ การเปลี่ยนจาก “นำเข้าเสรี” เป็น “สินค้านำเข้าจำกัด” ทำให้ทั้งในด้านการเข้าถึงตลาดที่เข้มงวดมากขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากขั้นตอนการขอใบอนุญาต และความล่าช้าในกระบวนการนำเข้า โดยเฉพาะเมื่อไม่มีช่วงผ่อนผันสำหรับคำสั่งซื้อเดิม ส่งผลให้คำสั่งซื้อมีแนวโน้มชะลอตัว และกระทบต่อการเติบโตของการส่งออกไทยในตลาดอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับแท้ซึ่งเป็นสินค้าหลัก

        ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับข้อยกเว้น เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งภายใต้ความตกลง India–UAE CEPA ยังคงสามารถส่งออกสินค้าในบางรายการเข้าสู่อินเดียได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต และในบางกรณีอาจได้รับสิทธิด้านภาษีที่ดีกว่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการจาก UAE มีความคล่องตัวสูงกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และสามารถตอบสนองคำสั่งซื้อได้รวดเร็วกว่าไทย

        นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของอินเดีย ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลันและไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องนำความเสี่ยงด้านนโยบายมาพิจารณาในการวางแผนธุรกิจ ควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ เช่น การกระจายตลาดส่งออก การพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับเงื่อนไขยกเว้น หรือการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางการค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


จัดทำโดย นางสาววาสนา สมเนตร์

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 เมษายน 2569

--------------------------------------------

ที่มา: Government of India Ministry of Commerce & Industry, Department of Commerce Directorate General of Foreign Trade Vanijya Bhawan, New Delhi. Notification No.02/2026-27. 01 April 2026



ข้อมูลอ้างอิง


Government of India Ministry of Commerce & Industry, Department of Commerce Directorate General of Foreign Trade Vanijya Bhawan, New Delhi. Notification No.02/2026-27. 01 April 2026.

เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970