เพชรธรรมชาติกลับมาโดดเด่น รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

Jun 25, 2026
71 views
0 share

        อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ที่แยกส่วนตลาดอย่างชัดเจนระหว่างเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ โดยรายงานล่าสุดจากยักษ์ใหญ่อย่าง De Beers, Alrosa และดัชนีราคากลาง Rapaport ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มกลับมาให้คุณค่ากับเพชรธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียม ขนาดใหญ่ และสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่ราคาของเพชรเม็ดเล็กเริ่มฟื้นตัวหลังจากปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า

        ข้อมูลจาก De Beers Diamond Report เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจว่า ผู้หญิงในสหรัฐฯ มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อเพชรธรรมชาติสูงถึง 4,063 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่าเฉลี่ย 3,242 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ขนาดเฉลี่ยของเพชรที่ซื้อเพิ่มขึ้นจาก 1.65 กะรัต เป็น 1.86 กะรัต สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้เพียงกลับมาซื้อเพชร แต่ยังเลือกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นด้วย โดยกลุ่มครัวเรือนรายได้สูงมากกว่า 150,000 ดอลลาร์ต่อปี มีอัตราการซื้อเพชรธรรมชาติเพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 15% ภายในระยะเวลาเพียงสองปี แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อในกลุ่มผู้บริโภคระดับบนยังคงแข็งแกร่ง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเพชรโลกในปัจจุบัน

        นอกจากนี้ รายงานของ De Beers ยังระบุว่า กลุ่มมิลเลนเนียล เป็นกลุ่มผู้บริโภคเพชรธรรมชาติมากที่สุด คิดเป็น 32% ของผู้บริโภคทั้งหมด แต่ครองสัดส่วนมูลค่าการบริโภคในตลาดสูงถึง 55% ขณะที่กลุ่มเจน Z เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยคิดเป็น 18% ของผู้บริโภค ครองสัดส่วนมูลค่าการบริโภคในตลาด 23% ส่วนกลุ่มเจน X และเบบี้บูมเมอร์ รวมกันมีสัดส่วนเพียง 22% ของมูลค่าการบริโภค

 

ภาพประกอบ จาก https://rapaport.com/news/natural-diamond-spending-and-sizes-rising-de-beers-says/

        ขณะที่บรรยากาศจากงานแสดงสินค้าอัญมณีระดับโลก 2 งาน อย่าง JCK Las Vegas และ GemGenève ที่จัดครั้งล่าสุด สะท้อนภาวะตลาดแบบแบ่งขั้วอย่างชัดเจน เพชรกลมขนาดเล็กที่เป็นสินค้ามาตรฐานทั่วไปมียอดขายชะลอตัวลงเนื่องจากการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ แต่ในกลุ่มเพชรธรรมชาติขนาด 2 กะรัตขึ้นไป จนถึงขนาดใหญ่พิเศษกว่า 10 กะรัต กลับมีความต้องการสูงมาก สิ่งที่น่าจับตามองคือ เพชรรูปทรงแฟนซีทรงยาว (Long Fancy Shapes) เช่น ทรงไข่ (Oval), ทรงมาร์คีส์ (Marquise) และทรงสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald) ได้รับความนิยมแซงหน้าเพชรทรงกลมทั่วไป โดยเฉพาะเพชรเหลี่ยมคุชชั่นทรงยาว (Long Cushions) สามารถทำราคาพรีเมียมได้สูงกว่าทรงจัตุรัสถึง 20-25% รวมถึงกลุ่มงานเจียระไนแบบโบราณ (Antique Cuts) และเพชรสีแฟนซี (Fancy-color) เป็นที่ต้องการของแบรนด์ระดับสูง

        สอดคล้องกับรายงานจาก Alrosa ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเพชรของรัสเซียที่ระบุว่า ยอดการเข้าตรวจสอบและประเมินเพชรก่อนการประมูล (Viewings) ที่จัดโดยหน่วยงานจัดจำหน่ายและประเมินราคาเพชร (United Selling Organization of Alrosa) ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พุ่งสูงที่สุดในรอบ 8 ปี (เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) โดยเฉพาะเพชรที่มีขนาดใหญ่กว่า 10.80 กะรัต และเพชรสีแฟนซีที่หายาก ส่งผลให้ราคาเพชรธรรมชาติขนาด 2-10 กะรัต ซึ่งเป็นกลุ่มเกรดเพื่อการลงทุน ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 6-9% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

        ส่วนเพชรขนาดเล็กแม้จะซบเซามานานจากอิทธิพลของเพชรสังเคราะห์ แต่ดัชนีราคาเพชรขายส่ง RAPI (Rapaport Trade Diamond Index) ประจำเดือนพฤษภาคม 2026 เริ่มส่งสัญญาณบวก โดยราคาเพชรขนาด 0.30 กะรัต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1% และขนาด 0.50 กะรัต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9% โดยได้รับผลกระทบจากระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง ประกอบกับสถานการณ์ตึงตัวในอุตสาหกรรมเหมืองเพชรโลก อย่างประเทศแองโกลาประกาศลดอุปทานเพชรดิบขนาดเล็ก, เหมือง Finsch หนึ่งในเหมืองเพชรที่สำคัญที่สุดของโลกในแอฟริกาใต้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ, เหมือง Kao ระงับการผลิตชั่วคราว และบริษัท Arctic Canadian (เจ้าของเหมือง Ekati) ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลาย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้อุปทานเพชรแท้ขนาดเล็กในตลาดโลกลดลงอย่างรวดเร็ว

        ในขณะเดียวกัน De Beers ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการขายเพชรสังเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าแม้ราคาขายปลีกที่ลดลงต่อเนื่องของเพชรสังเคราะห์จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเพชรเม็ดใหญ่ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลสถิติจากร้านค้าปลีกอัญมณีอิสระ 950 แห่งในสหรัฐฯ กลับพบว่า ยอดจำหน่ายเพชรสังเคราะห์ขนาดมากกว่า 3 กะรัตลดลงอย่างมาก เนื่องจากมูลค่าของสินค้าในสายตาผู้บริโภคลดลงตามราคา ส่งผลให้มูลค่าการขายรวมและอัตรากำไรขั้นต้นของผู้ค้าปลีกลดลงตามไปด้วย

        สำหรับผู้ประกอบการไทย สัญญาณการฟื้นตัวของตลาดเพชรธรรมชาติในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับคุณค่า ความหายาก และความน่าเชื่อถือของสินค้า ขณะเดียวกันการเติบโตของกลุ่มมิลเลนเนียลและเจเนอเรชัน Z ซึ่งกลายเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดโลก ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสินค้าที่มีเอกลักษณ์ สามารถสะท้อนตัวตนและเรื่องราวของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับการออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารคุณค่าของเพชรธรรมชาติควบคู่ไปกับการติดตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทยในตลาดโลกที่กำลังกลับมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว



จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

มิถุนายน 2569


------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

1) Rapaport. June 2026. Natural-Diamond Spending and Sizes Rising, De Beers Says. [Online]. Available at: https://rapaport.com/news/natural-diamond-spending-and-sizes-rising-de-beers-says/. (Retrieved June 10,2026).

2) Rapaport. June 2026. Rapaport Market Comment. [Online]. Available at: https://rapaport.com/market-comment/market-comment-june-4-2026/. (Retrieved June 10,2026).

3) Rapaport. June 2026. Alrosa Sees Record Demand for Diamonds. [Online]. Available at: https://rapaport.com/news/alrosa-sees-record-demand-for-diamonds/. (Retrieved June 10,2026).



เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เพชรธรรมชาติกลับมาโดดเด่น รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

Jun 25, 2026
71 views
0 share

        อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ที่แยกส่วนตลาดอย่างชัดเจนระหว่างเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ โดยรายงานล่าสุดจากยักษ์ใหญ่อย่าง De Beers, Alrosa และดัชนีราคากลาง Rapaport ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มกลับมาให้คุณค่ากับเพชรธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียม ขนาดใหญ่ และสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่ราคาของเพชรเม็ดเล็กเริ่มฟื้นตัวหลังจากปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า

        ข้อมูลจาก De Beers Diamond Report เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจว่า ผู้หญิงในสหรัฐฯ มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อเพชรธรรมชาติสูงถึง 4,063 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่าเฉลี่ย 3,242 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ขนาดเฉลี่ยของเพชรที่ซื้อเพิ่มขึ้นจาก 1.65 กะรัต เป็น 1.86 กะรัต สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้เพียงกลับมาซื้อเพชร แต่ยังเลือกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นด้วย โดยกลุ่มครัวเรือนรายได้สูงมากกว่า 150,000 ดอลลาร์ต่อปี มีอัตราการซื้อเพชรธรรมชาติเพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 15% ภายในระยะเวลาเพียงสองปี แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อในกลุ่มผู้บริโภคระดับบนยังคงแข็งแกร่ง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเพชรโลกในปัจจุบัน

        นอกจากนี้ รายงานของ De Beers ยังระบุว่า กลุ่มมิลเลนเนียล เป็นกลุ่มผู้บริโภคเพชรธรรมชาติมากที่สุด คิดเป็น 32% ของผู้บริโภคทั้งหมด แต่ครองสัดส่วนมูลค่าการบริโภคในตลาดสูงถึง 55% ขณะที่กลุ่มเจน Z เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยคิดเป็น 18% ของผู้บริโภค ครองสัดส่วนมูลค่าการบริโภคในตลาด 23% ส่วนกลุ่มเจน X และเบบี้บูมเมอร์ รวมกันมีสัดส่วนเพียง 22% ของมูลค่าการบริโภค

 

ภาพประกอบ จาก https://rapaport.com/news/natural-diamond-spending-and-sizes-rising-de-beers-says/

        ขณะที่บรรยากาศจากงานแสดงสินค้าอัญมณีระดับโลก 2 งาน อย่าง JCK Las Vegas และ GemGenève ที่จัดครั้งล่าสุด สะท้อนภาวะตลาดแบบแบ่งขั้วอย่างชัดเจน เพชรกลมขนาดเล็กที่เป็นสินค้ามาตรฐานทั่วไปมียอดขายชะลอตัวลงเนื่องจากการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ แต่ในกลุ่มเพชรธรรมชาติขนาด 2 กะรัตขึ้นไป จนถึงขนาดใหญ่พิเศษกว่า 10 กะรัต กลับมีความต้องการสูงมาก สิ่งที่น่าจับตามองคือ เพชรรูปทรงแฟนซีทรงยาว (Long Fancy Shapes) เช่น ทรงไข่ (Oval), ทรงมาร์คีส์ (Marquise) และทรงสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald) ได้รับความนิยมแซงหน้าเพชรทรงกลมทั่วไป โดยเฉพาะเพชรเหลี่ยมคุชชั่นทรงยาว (Long Cushions) สามารถทำราคาพรีเมียมได้สูงกว่าทรงจัตุรัสถึง 20-25% รวมถึงกลุ่มงานเจียระไนแบบโบราณ (Antique Cuts) และเพชรสีแฟนซี (Fancy-color) เป็นที่ต้องการของแบรนด์ระดับสูง

        สอดคล้องกับรายงานจาก Alrosa ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเพชรของรัสเซียที่ระบุว่า ยอดการเข้าตรวจสอบและประเมินเพชรก่อนการประมูล (Viewings) ที่จัดโดยหน่วยงานจัดจำหน่ายและประเมินราคาเพชร (United Selling Organization of Alrosa) ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พุ่งสูงที่สุดในรอบ 8 ปี (เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) โดยเฉพาะเพชรที่มีขนาดใหญ่กว่า 10.80 กะรัต และเพชรสีแฟนซีที่หายาก ส่งผลให้ราคาเพชรธรรมชาติขนาด 2-10 กะรัต ซึ่งเป็นกลุ่มเกรดเพื่อการลงทุน ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 6-9% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

        ส่วนเพชรขนาดเล็กแม้จะซบเซามานานจากอิทธิพลของเพชรสังเคราะห์ แต่ดัชนีราคาเพชรขายส่ง RAPI (Rapaport Trade Diamond Index) ประจำเดือนพฤษภาคม 2026 เริ่มส่งสัญญาณบวก โดยราคาเพชรขนาด 0.30 กะรัต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1% และขนาด 0.50 กะรัต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9% โดยได้รับผลกระทบจากระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง ประกอบกับสถานการณ์ตึงตัวในอุตสาหกรรมเหมืองเพชรโลก อย่างประเทศแองโกลาประกาศลดอุปทานเพชรดิบขนาดเล็ก, เหมือง Finsch หนึ่งในเหมืองเพชรที่สำคัญที่สุดของโลกในแอฟริกาใต้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ, เหมือง Kao ระงับการผลิตชั่วคราว และบริษัท Arctic Canadian (เจ้าของเหมือง Ekati) ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลาย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้อุปทานเพชรแท้ขนาดเล็กในตลาดโลกลดลงอย่างรวดเร็ว

        ในขณะเดียวกัน De Beers ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการขายเพชรสังเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่าแม้ราคาขายปลีกที่ลดลงต่อเนื่องของเพชรสังเคราะห์จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเพชรเม็ดใหญ่ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลสถิติจากร้านค้าปลีกอัญมณีอิสระ 950 แห่งในสหรัฐฯ กลับพบว่า ยอดจำหน่ายเพชรสังเคราะห์ขนาดมากกว่า 3 กะรัตลดลงอย่างมาก เนื่องจากมูลค่าของสินค้าในสายตาผู้บริโภคลดลงตามราคา ส่งผลให้มูลค่าการขายรวมและอัตรากำไรขั้นต้นของผู้ค้าปลีกลดลงตามไปด้วย

        สำหรับผู้ประกอบการไทย สัญญาณการฟื้นตัวของตลาดเพชรธรรมชาติในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับคุณค่า ความหายาก และความน่าเชื่อถือของสินค้า ขณะเดียวกันการเติบโตของกลุ่มมิลเลนเนียลและเจเนอเรชัน Z ซึ่งกลายเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดโลก ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสินค้าที่มีเอกลักษณ์ สามารถสะท้อนตัวตนและเรื่องราวของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับการออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารคุณค่าของเพชรธรรมชาติควบคู่ไปกับการติดตามแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทยในตลาดโลกที่กำลังกลับมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว



จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

มิถุนายน 2569


------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

1) Rapaport. June 2026. Natural-Diamond Spending and Sizes Rising, De Beers Says. [Online]. Available at: https://rapaport.com/news/natural-diamond-spending-and-sizes-rising-de-beers-says/. (Retrieved June 10,2026).

2) Rapaport. June 2026. Rapaport Market Comment. [Online]. Available at: https://rapaport.com/market-comment/market-comment-june-4-2026/. (Retrieved June 10,2026).

3) Rapaport. June 2026. Alrosa Sees Record Demand for Diamonds. [Online]. Available at: https://rapaport.com/news/alrosa-sees-record-demand-for-diamonds/. (Retrieved June 10,2026).



เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970