หางโจวและซูโจว: เมืองยุทธศาสตร์ที่ไทยควรผลักดันการค้าอัญมณีและเครื่องประดับผ่านช่องทางออนไลน์

Sep 10, 2026
83 views
0 share

        ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคการผลิตไปสู่ที่การบริโภคและเทคโนโลยีดิจิทัล เมืองที่มีศักยภาพในการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมหานครอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้อีกต่อไป หากแต่กระจายตัวไปยังเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่มีรายได้ประชากรสูง ชนชั้นกลางขยายตัวอย่างรวดเร็ว และประชาชนมีพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในบรรดาเมืองเหล่านี้ นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง และ นครซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นสองเมืองที่โดดเด่นที่สุด และมีศักยภาพที่จะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันการจำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยผ่านช่องทางออนไลน์ในระยะต่อไป

        นครหางโจวได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน" เนื่องจากเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Alibaba Group และเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้ง Tmall, Tmall Global, Taobao, Alipay และ Cainiao Smart Logistics ซึ่งเชื่อมโยงการซื้อขาย การชำระเงิน และระบบโลจิสติกส์ไว้อย่างครบวงจร ทำให้หางโจวไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยีการค้าปลีกสมัยใหม่และการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (Cross-border e-Commerce) อีกด้วย

        สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผู้บริโภคในหางโจวเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เปิดรับสินค้าใหม่จากต่างประเทศ และให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และเรื่องราวของแบรนด์มากกว่าการแข่งขันด้านราคา สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ มีงานฝีมือประณีต หรือสะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศผู้ผลิต จึงมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการตลาดเชิงเนื้อหา (Content Commerce)

        ขณะเดียวกัน นครซูโจว นับเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงกำลังซื้อและศักยภาพของผู้บริโภค เมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ด้วยฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ภาคบริการสมัยใหม่ และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้ประชากรมีรายได้เฉลี่ยในระดับสูงและมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าแฟชั่น สินค้าหรู และเครื่องประดับคุณภาพสูงขยายตัวตามไปด้วย

        นอกจากกำลังซื้อแล้ว ซูโจวยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากเชื่อมต่อกับนครเซี่ยงไฮ้และเมืองเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคตะวันออกของจีนด้วยเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และศูนย์กระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ จึงเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

        อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคจีนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่ผู้บริโภคค้นหาสินค้าผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซโดยตรง ปัจจุบันการตัดสินใจซื้อเริ่มต้นจากการรับชมวิดีโอสั้น การไลฟ์สด และการรีวิวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนเชื่อมต่อไปสู่การสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Xiaohongshu (RED) และ WeChat มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์ ขณะที่ Tmall Global และ JD Worldwide ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับการจำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดจีน

        สำหรับประเทศไทย การผลักดันการค้าออนไลน์ในนครหางโจวและนครซูโจว จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเท่านั้น แต่ควรพัฒนาแนวทางการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOL/KOC) การทำการตลาดผ่านการไลฟ์สด การจัดทำเนื้อหาภาษาจีนที่สะท้อนเรื่องราวและคุณค่าของสินค้า ตลอดจนการใช้ระบบคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) เพื่อย่นระยะเวลาการจัดส่งและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

        ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการเป็นศูนย์กลางของระบบอีคอมเมิร์ซจีน ทั้งหางโจวและซูโจวจึงเป็นสองเมืองที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการกำหนดเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนยุคใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย และขยายตลาดสู่ภูมิภาคอื่นของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

        แบรนด์อัญมณีและเครื่องประดับระดับโลกแทบทุกแบรนด์ไม่ได้พึ่งหน้าร้านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ใช้ช่องทางออนไลน์ในจีนเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะผ่าน Tmall Luxury Pavilion, Tmall Global, JD.com, WeChat Mini Program, Douyin และ Xiaohongshu (RED) ซึ่งสามารถนำมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ประกอบการไทยได้ อาทิ

        หากสังเกตจะพบว่า แบรนด์ต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในจีน ไม่ได้อาศัยเพียงการเปิดร้านบน Marketplace แต่ใช้การตลาดแบบ Content Commerce ควบคู่กัน กล่าวคือ

     สร้างการรับรู้ผ่าน Douyin ด้วยวิดีโอสั้นและ Live Commerce 

     สร้างแรงบันดาลใจผ่าน Xiaohongshu (RED) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรีวิวและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงจีน 

     ปิดการขายผ่าน Tmall Luxury Pavilion, Tmall Global หรือ JD.com 

     ดูแลลูกค้าและสร้างการซื้อซ้ำผ่าน WeChat Official Account และ Mini Program 

        ผู้บริโภคจีนจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการ "เข้าเว็บไซต์เพื่อซื้อ" แต่เริ่มจาก การเห็นรีวิว การดูไลฟ์ หรือการติดตาม KOL ก่อน แล้วจึงคลิกไปซื้อสินค้า ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ

กรณีศึกษาที่ไทยควรเรียนรู้

        กรณีของ Cartier และ Tiffany & Co. แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์หรูระดับโลก ก็ยังเลือกเปิดร้านบน Tmall Luxury Pavilion เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในเมืองรองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ขณะที่ Pandora และ Swarovski ใช้ Tmall และ Social Commerce เพื่อสร้างยอดขายในกลุ่มเครื่องประดับแฟชั่น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2568–2569 ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ เนื่องจากผู้บริโภคจีนเริ่มหันไปนิยมเครื่องประดับทองและแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น 

        ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย กล่าวคือ ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา แต่ควรแข่งขันด้วยการออกแบบ (Design) งานฝีมือ (Craftsmanship) เรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) และการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยใช้หางโจวเป็นฐานการเข้าถึงระบบอีคอมเมิร์ซของจีน และใช้ช่องทางอย่าง Douyin, Xiaohongshu และ Tmall Global เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดออนไลน์อย่างเป็นระบบ



จัดทำโดย นางสาววาสนา สมเนตร์

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 

กันยายน 2569


----------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

สิทธิชัย ปริญญานุสรณ์, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา, วาสนา สมเนตร์, วิลาวัณย์ อติชาติ และพุทธิพร วิชัยดิษฐ. (2567). ศึกษาโอกาสการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยออนไลน์ในหัวเมืองรองของจีน. สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน). 


เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


หางโจวและซูโจว: เมืองยุทธศาสตร์ที่ไทยควรผลักดันการค้าอัญมณีและเครื่องประดับผ่านช่องทางออนไลน์

Sep 10, 2026
83 views
0 share

        ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคการผลิตไปสู่ที่การบริโภคและเทคโนโลยีดิจิทัล เมืองที่มีศักยภาพในการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมหานครอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้อีกต่อไป หากแต่กระจายตัวไปยังเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่มีรายได้ประชากรสูง ชนชั้นกลางขยายตัวอย่างรวดเร็ว และประชาชนมีพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในบรรดาเมืองเหล่านี้ นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง และ นครซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นสองเมืองที่โดดเด่นที่สุด และมีศักยภาพที่จะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันการจำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยผ่านช่องทางออนไลน์ในระยะต่อไป

        นครหางโจวได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน" เนื่องจากเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Alibaba Group และเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้ง Tmall, Tmall Global, Taobao, Alipay และ Cainiao Smart Logistics ซึ่งเชื่อมโยงการซื้อขาย การชำระเงิน และระบบโลจิสติกส์ไว้อย่างครบวงจร ทำให้หางโจวไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยีการค้าปลีกสมัยใหม่และการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (Cross-border e-Commerce) อีกด้วย

        สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผู้บริโภคในหางโจวเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เปิดรับสินค้าใหม่จากต่างประเทศ และให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และเรื่องราวของแบรนด์มากกว่าการแข่งขันด้านราคา สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ มีงานฝีมือประณีต หรือสะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศผู้ผลิต จึงมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการตลาดเชิงเนื้อหา (Content Commerce)

        ขณะเดียวกัน นครซูโจว นับเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงกำลังซื้อและศักยภาพของผู้บริโภค เมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ด้วยฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ภาคบริการสมัยใหม่ และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้ประชากรมีรายได้เฉลี่ยในระดับสูงและมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าแฟชั่น สินค้าหรู และเครื่องประดับคุณภาพสูงขยายตัวตามไปด้วย

        นอกจากกำลังซื้อแล้ว ซูโจวยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากเชื่อมต่อกับนครเซี่ยงไฮ้และเมืองเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคตะวันออกของจีนด้วยเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และศูนย์กระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ จึงเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

        อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคจีนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่ผู้บริโภคค้นหาสินค้าผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซโดยตรง ปัจจุบันการตัดสินใจซื้อเริ่มต้นจากการรับชมวิดีโอสั้น การไลฟ์สด และการรีวิวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนเชื่อมต่อไปสู่การสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Xiaohongshu (RED) และ WeChat มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์ ขณะที่ Tmall Global และ JD Worldwide ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับการจำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดจีน

        สำหรับประเทศไทย การผลักดันการค้าออนไลน์ในนครหางโจวและนครซูโจว จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเท่านั้น แต่ควรพัฒนาแนวทางการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOL/KOC) การทำการตลาดผ่านการไลฟ์สด การจัดทำเนื้อหาภาษาจีนที่สะท้อนเรื่องราวและคุณค่าของสินค้า ตลอดจนการใช้ระบบคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) เพื่อย่นระยะเวลาการจัดส่งและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

        ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการเป็นศูนย์กลางของระบบอีคอมเมิร์ซจีน ทั้งหางโจวและซูโจวจึงเป็นสองเมืองที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการกำหนดเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนยุคใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย และขยายตลาดสู่ภูมิภาคอื่นของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

        แบรนด์อัญมณีและเครื่องประดับระดับโลกแทบทุกแบรนด์ไม่ได้พึ่งหน้าร้านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ใช้ช่องทางออนไลน์ในจีนเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะผ่าน Tmall Luxury Pavilion, Tmall Global, JD.com, WeChat Mini Program, Douyin และ Xiaohongshu (RED) ซึ่งสามารถนำมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ประกอบการไทยได้ อาทิ

        หากสังเกตจะพบว่า แบรนด์ต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในจีน ไม่ได้อาศัยเพียงการเปิดร้านบน Marketplace แต่ใช้การตลาดแบบ Content Commerce ควบคู่กัน กล่าวคือ

     สร้างการรับรู้ผ่าน Douyin ด้วยวิดีโอสั้นและ Live Commerce 

     สร้างแรงบันดาลใจผ่าน Xiaohongshu (RED) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรีวิวและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงจีน 

     ปิดการขายผ่าน Tmall Luxury Pavilion, Tmall Global หรือ JD.com 

     ดูแลลูกค้าและสร้างการซื้อซ้ำผ่าน WeChat Official Account และ Mini Program 

        ผู้บริโภคจีนจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการ "เข้าเว็บไซต์เพื่อซื้อ" แต่เริ่มจาก การเห็นรีวิว การดูไลฟ์ หรือการติดตาม KOL ก่อน แล้วจึงคลิกไปซื้อสินค้า ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ

กรณีศึกษาที่ไทยควรเรียนรู้

        กรณีของ Cartier และ Tiffany & Co. แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์หรูระดับโลก ก็ยังเลือกเปิดร้านบน Tmall Luxury Pavilion เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในเมืองรองและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ขณะที่ Pandora และ Swarovski ใช้ Tmall และ Social Commerce เพื่อสร้างยอดขายในกลุ่มเครื่องประดับแฟชั่น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2568–2569 ทั้งสองแบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ เนื่องจากผู้บริโภคจีนเริ่มหันไปนิยมเครื่องประดับทองและแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น 

        ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย กล่าวคือ ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา แต่ควรแข่งขันด้วยการออกแบบ (Design) งานฝีมือ (Craftsmanship) เรื่องราวของแบรนด์ (Brand Story) และการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยใช้หางโจวเป็นฐานการเข้าถึงระบบอีคอมเมิร์ซของจีน และใช้ช่องทางอย่าง Douyin, Xiaohongshu และ Tmall Global เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดออนไลน์อย่างเป็นระบบ



จัดทำโดย นางสาววาสนา สมเนตร์

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 

กันยายน 2569


----------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

สิทธิชัย ปริญญานุสรณ์, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา, วาสนา สมเนตร์, วิลาวัณย์ อติชาติ และพุทธิพร วิชัยดิษฐ. (2567). ศึกษาโอกาสการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยออนไลน์ในหัวเมืองรองของจีน. สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน). 


เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970