VAT Refund ที่หายไป กระทบต่อตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของอังกฤษ
การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีเพียงหนึ่งข้อสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของตลาดสินค้าหรูหราระดับโลกได้อย่างไม่คาดคิด การยกเลิกมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของสหราชอาณาจักร หรือที่เรียกกันว่า "Tourist Tax" กำลังกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 5 พันล้านปอนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมนาฬิกาและเครื่องประดับหรูที่พฤติกรรมของผู้บริโภคระดับสูงไวต่อส่วนต่างของราคาอย่างมีนัยสำคัญ
สหราชอาณาจักรได้ยกเลิกโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 20% สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (VAT Retail Export Scheme) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 หลังการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในยุโรปที่ไม่มีการคืนภาษีให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มร้านค้าปลีกสินค้าหรู ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ยังคงรักษามาตรการดังกล่าวไว้ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบเพื่อดึงดูดนักช้อประดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการย้ายหมุดหมายครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวผู้ทรงกระเป๋าหนัก ที่เปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากการเดินชอปปิงบนถนนสายแฟชั่นในลอนดอน ไปสู่กรุงปารีส มิลาน หรือเมืองสำคัญอื่นๆ ในยุโรป เนื่องจากพวกเขาสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงประมาณ 20% จากการขอคืนภาษี โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงอย่างเครื่องประดับ อัญมณี และนาฬิกาหรู ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายนี้ยังสร้างผลลัพธ์ที่ย้อนแย้งอย่างรุนแรง เมื่อหลังจากการเกิด Brexit ผู้บริโภคชาวอังกฤษเองก็กลายเป็นผู้มีสิทธิ์ขอคืนภาษีเมื่อเดินทางไปซื้อสินค้าในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ในปี 2567 ชาวอังกฤษพากันหอบเม็ดเงินไปขอคืนภาษีจากการช้อปปิ้งในยุโรปสูงถึง 742 ล้านปอนด์ และมีการคาดการณ์ว่าจะทะลุ 1 พันล้านปอนด์ในปี 2569 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ายอดขายสินค้าที่ไหลออกจากเกาะอังกฤษสูงถึงราว 5 พันล้านปอนด์ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่รัฐบาลตั้งใจจะใช้เพื่อปกป้องและเพิ่มรายได้ภาษี กลับกลายเป็นการผลักดันเม็ดเงินมหาศาลให้ไหลไปอุดหนุนเศรษฐกิจของประเทศคู่แข่งแทน
ในมุมมองของผู้นำอุตสาหกรรมนาฬิกาและเครื่องประดับอย่าง Brian Duffy ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Watches of Switzerland Group ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในสหภาพยุโรปกำลังฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการขาดมาตรการชอปปิงปลอดภาษี สอดคล้องกับข้อมูลของ Antoine Pin ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบรนด์นาฬิกาหรู TAG Heuer ที่เปิดเผยว่า แบรนด์เผชิญกับยอดซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในสหราชอาณาจักรที่ลดลงถึงสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันจะทำการตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนทันทีในขณะที่เดินอยู่ในบูติก และเมื่อพบว่าราคาสูงกว่าเนื่องจากไม่มีการคืนภาษี พวกเขาจะเลือกเดินทางไปซื้อที่ปารีส อิตาลี หรือสวิตเซอร์แลนด์แทน
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford ประเมินว่า หากรัฐบาลอังกฤษนำมาตรการคืนภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง อาจช่วยสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มกว่า 4 พันล้านปอนด์ สนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 78,000 ตำแหน่ง และดึงดูดการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลายพันล้านปอนด์ต่อปี แม้ว่ากระทรวงการคลังอังกฤษยังคงกังวลถึงรายได้ภาษีที่อาจสูญเสีย แต่ภาคธุรกิจมองว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายจะก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าต้นทุนของมาตรการดังกล่าว
กรณีของสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ภาษี และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและการค้าส่งอัญมณีและเครื่องประดับของโลก การยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้า การอำนวยความสะดวกด้านภาษี การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชอปปิง (Shopping Tourism) และการพัฒนาแคมเปญร่วมระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการ ร่วมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลและงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงให้เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายในการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับได้มากขึ้น
จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ
GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กรกฎาคม 2569
------------------------------------------
ข้อมูลอ้างอิง
1) Rapaport. June 2026. How Tourist Tax could cost UK retailers £5 billion in sales this year. [Online]. Available at: https://www.professionaljeweller.com/tourist-tax-cost-uk-retailer-5b-sales/. (Retrieved July 10,2026).
