เวียดนามก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับโลก? กรณี Pandora กับโจทย์ใหม่ของไทย
Pandora ผู้ผลิตเครื่องประดับรายใหญ่จากเดนมาร์ก เปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่ในนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม นับเป็นโรงงานแห่งที่ 4 ของบริษัททั่วโลก และเป็นโรงงานแห่งแรกนอกประเทศไทย หลังจาก Pandora ดำเนินการผลิตในไทยมาเป็นเวลานานถึง 37 ปี ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานในประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ 2 แห่งในกรุงเทพฯ และ 1 แห่งในจังหวัดลำพูน
โรงงานแห่งใหม่ในเวียดนามมีพื้นที่ 7.5 เฮกตาร์ หรือประมาณ 47 ไร่ ใช้งบลงทุน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของ Pandora ทั่วโลกประมาณ 50% โดยเมื่อดำเนินงานเต็มกำลังภายในปี 2030 โรงงานในเวียดนามจะรองรับประมาณหนึ่งในสามของกำลังการผลิตทั้งหมดของบริษัท พร้อมสร้างงานในท้องถิ่นราว 7,000 ตำแหน่ง
การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Pandora กำลังย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย แต่เป็นการเพิ่มฐานการผลิตแห่งที่สอง เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน หลังจากพึ่งพาการผลิตในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ โดย Pandora มองว่าเวียดนามมีทั้งแรงงานที่มีทักษะ ประสบการณ์ด้านการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงมีศักยภาพในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม Pandora ไม่ใช่บริษัทข้ามชาติเพียงรายเดียวที่เลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิต ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น Samsung ที่ลงทุนในเวียดนามแล้วมากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในโรงงานทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่บริษัทอย่าง LEGO และ LG Innotek ก็มีฐานการผลิตในประเทศเช่นกัน ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาลงทุนของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กำลังสะท้อนการก่อตัวของกลุ่มฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติในเวียดนาม
หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของเวียดนามคือขนาดของประชากรและโครงสร้างแรงงาน ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน และมีประชากรวัยทำงานอายุ 15–59 ปี สูงถึง 63% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ไทยมีประชากรราว 70 ล้านคนและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน ปัญหาการเกิดน้อยและจำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดลดลงกำลังกลายเป็นข้อจำกัดต่อภาคการผลิตของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าเวียดนามเองไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านประชากรไปตลอด เพราะอัตราการเกิดก็เริ่มลดลงเช่นกัน และมีการประเมินว่ากำลังแรงงานของเวียดนามจะเริ่มลดลงประมาณปี 2040 แต่เมื่อเทียบกับไทยแล้ว เวียดนามยังมีช่วงเวลาที่ได้เปรียบจากฐานประชากรและแรงงานวัยทำงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศก็สะท้อนว่าเวียดนามไม่ได้พึ่งพาเพียงข้อได้เปรียบด้านแรงงานเท่านั้น ในปี 2025 เวียดนามมีเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จดทะเบียนประมาณ 38,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินลงทุนที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามาดำเนินโครงการจริงอยู่ที่ 27,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9% และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่จดทะเบียนแล้วเพิ่มขึ้นถึง 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปยังเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจจึงอยู่ที่วิธีคิดของเวียดนามในการดึงดูดการลงทุน ซึ่งไม่ได้มุ่งแข่งขันด้วยค่าแรงเพียงอย่างเดียว แต่พยายามพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และมาตรการสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการวิจัยและพัฒนา
ขณะเดียวกัน การลงทุนของ Pandora ยังสะท้อนอีกปัจจัยที่กำลังมีความสำคัญมากขึ้น นั่นคือ การผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โรงงานแห่งใหม่ในเวียดนามใช้ทองคำและเงินรีไซเคิล 100% ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% และได้รับมาตรฐาน LEED Gold สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเกณฑ์การเลือกฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่พิจารณาเรื่องต้นทุน แรงงาน และตลาดเป็นหลัก ไปสู่การพิจารณาความพร้อมของทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงานสะอาด ความยั่งยืน ไปจนถึงความสามารถในการรองรับมาตรฐาน ESG
เมื่อมองภาพรวม เวียดนามจึงกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแนวโน้มดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยี แต่กำลังขยายมายังสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมเครื่องประดับด้วย

ภาพจาก https://www.reuters.com/
สำหรับไทย การมองเรื่องนี้ในมิติว่า “เวียดนามกำลังเข้ามาแทนที่ไทยหรือไม่” อาจไม่ใช่คำถามที่สำคัญที่สุด เพราะไทยยังมีจุดแข็งจากประสบการณ์การผลิต ฐานผู้ประกอบการ ห่วงโซ่อุปทาน และทักษะเฉพาะทางในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
แต่สิ่งที่น่าคิดมากกว่าคือ เมื่อจำนวนแรงงานไทยลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามยังมีฐานแรงงานขนาดใหญ่ และรัฐบาลสามารถดึงดูดการลงทุนด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ เทคโนโลยี และพลังงานสะอาดมากขึ้น ไทยจะสร้างเหตุผลอะไรให้บริษัทข้ามชาติเลือกลงทุนหรือขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป
โจทย์ของไทยจึงอาจไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับเวียดนามด้วยจำนวนแรงงานหรือค่าแรง แต่เป็นการทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นในสิ่งที่บริษัทต่างชาติไม่สามารถหาได้ง่ายจากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นทักษะเฉพาะทาง เทคโนโลยี ผลิตภาพ นวัตกรรม ความยั่งยืน และระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
กรณี Pandora จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนาม แต่เป็นสัญญาณหนึ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ในวันที่บริษัทข้ามชาติมีทางเลือกมากขึ้น ไทยจะปรับตัวอย่างไร เพื่อให้ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่พวกเขาเลือก ไม่ใช่เพียงประเทศที่เคยถูกเลือกมาแล้วในอดีต
