ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

อุตสาหกรรมมุกวางเส้นทางใหม่สู่การเติบโตแบบยั่งยืน

Jul 18, 2025
7276 views
0 share

        ธุรกิจมุกโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากความต้องการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชีย สินค้าที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ มุกระดับพรีเมียม ซึ่งมีรูปทรงและความวาวไร้ที่ติและมุกขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภควัยหนุ่มสาว การออกแบบที่คลาสสิคและทันสมัยยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงแต่มีความเกาะกระแสมากขึ้น ขณะเดียวกันการออกแบบที่แปลกใหม่ก็เป็นที่นิยม ทำให้มุกมีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม

        นอกจากนี้ การเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของมุกก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป เห็นได้ชัดในหมู่ลูกค้าหนุ่มสาว และสิ่งนี้อาจช่วยกระตุ้นความต้องการในระยะยาวเมื่อผู้บริโภคกลุ่มนี้ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และมีกำลังซื้อมากขึ้น จากคำบอกเล่าของบุคลากรในอุตสาหกรรม ขณะที่ความต้องการค่อยๆ มีความมั่นคงจากการขยายตัวในปี 2023 ความต้องการมุกของตลาดจะยังคงพุ่งทะยาน ยิ่งไปกว่านั้น คุณสมบัติด้านความยั่งยืนของมุกและกระบวนการในการได้มาตลอดจนการผลิตยังมีคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า (Value Proposition) ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีนวัตกรรม และเสน่ห์อันหลากหลายของไข่มุก สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเข้าใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทผู้ผลิตไข่มุกจึงกำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น - อนาคตที่วางอัญมณีอันเป็นที่รักนี้ไว้ที่จุดศูนย์กลางของการออกแบบเครื่องประดับที่ล้ำสมัย การเพาะเลี้ยงและการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาพรวมตลาด

        สำหรับ Jacques Christophe Branellec CEO ของ Jewelmer ในฟิลิปปินส์ ปี 2023 นับเป็นปีที่ดีสำหรับบริษัท เนื่องจากความนิยมในมุก South Sea สีทองพุ่งสูง

        “ความต้องการอัญมณีหายากนี้ ทำให้ราคาขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ค้าส่งมีความมั่นใจในตลาดและสินค้าที่แบรนด์นำเสนอ” Branellec กล่าว

Michael Bracher ผู้อำนวยการบริหารของ Paspaley บริษัทผู้ผลิตมุกในออสเตรเลีย กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอย่างต่อเนื่องเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2021 และตามด้วยการปรับราคาในช่วงต้นปี 2024 ตั้งแต่นั้นมาราคาก็เพิ่มขึ้นอีกหลังจากความต้องการที่มากขึ้น

ทางด้านตลาดต่างๆ ในเอเชีย มีความต้องการที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดจีน ในขณะที่ยุโรปและอเมริกาเหนือก็เติบโตได้ดี

 

ภาพหน้าร้านขายเครื่องประดับมุกในจีน จาก https://fleurdhiver.com/li-heng-tang/

“ตลาดทั้งหมดได้รับประโยชน์จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของมุกในฐานะอัญมณีที่มีความทันสมัยและครอบจักรวาล ความต้องการในจีนมีแนวโน้มไปทางมุกรูปทรงคลาสสิกอย่างทรงกลม หยดน้ำ และรูปไข่  เมื่อราคาของมุกที่เป็นที่ต้องการสูงขึ้น ความสนใจในมุกรูปทรงอื่นๆ ที่มีราคาย่อมเยากว่าจึงสูงขึ้นในตลาดอื่นๆ” Bracher อธิบาย

Jonathan Cheng ผู้อำนวยการของ Rio Pearl กล่าวว่า ราคาที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการมุกคุณภาพสูง ในตลาดที่มีไม่ขาดสาย เนื่องจากบริษัทที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าดังกล่าวในขณะนี้มีจำนวนน้อยลง 

            ความต้องการมุก South Sea สีขาวและสีทองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากเป็นพิเศษ ส่วนความต้องการมุกระดับพรีเมียมสีต่างๆ ในตลาดก็ยังมั่นคง ขณะที่มุกขนาดเล็กขายได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาว ขณะเดียวกัน ตลาดมุกตาฮิติกำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่าน โดย Cheng อธิบายว่า “ความต้องการมุกตาฮิติทรงกลมและเกือบกลมชั้นเยี่ยมที่มีสีสันสดใสและหลากหลายมีความนิยมที่คงที่ แต่ความสนใจมุกที่ไม่ใช่รูปทรงคลาสสิกหดตัวลง อุปทานที่ไม่แน่นอนและปริมาณการส่งออกที่ไม่สม่ำเสมอก็เป็นหนึ่งในความท้าทาย นอกจากนี้ ข้อจำกัดในอุปทานมุกระดับพรีเมียมอาจดำเนินต่อไป” 

George Kakuda ประธานของ Japan Pearl Exporters’ Association (JPEA) ก็ยืนยันถึงความต้องการมุกที่มั่นคง โดยรวมไปถึงมุก Akoya อันโด่งดัง Kakuda กล่าวว่า ผู้ซื้อมีความเอนเอียงไปทางมุกขนาดระหว่าง 3 มม. ถึง 8 มม. โดยเฉพาะมุกที่มีขนาดใหญ่

เทคโนโลยีในฟาร์มมุก

        ญี่ปุ่นเป็นผู้บุกเบิกการทำฟาร์มหอยมุก โดยผู้ก่อตั้ง Mikimoto ผู้ผลิตมุกยักษ์ใหญ่ ประสบความสำเร็จในการผลิตมุกจากการเลี้ยงหอยมุกเป็นครั้งแรกของโลกในปี 1893 จนในปี 2024 บริษัทผู้ผลิตมุกญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำในการทำฟาร์มและเลี้ยงหอยมุก

        Kakuda กล่าวว่า ในปี 2024 อุตสาหกรรมมุกของญี่ปุ่นวางแผนที่จะดำเนินการตามผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาทางด้านชีวพันธุกรรมเป็นเวลา 10 ปี เพื่อการเลี้ยงหอยมุกที่มีความแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้น และให้ผลผลิตมุกที่มีคุณภาพสูงขึ้น

        ส่วนตลาดพม่านั้น Rio Pearl ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กำลังสร้างความฮือฮาโดยการใช้เทคนิคอันทันสมัยในการสร้างมุกชนิดใหม่ 

        ในปี 2023 บริษัทดังกล่าวได้เปิดตัวมุก South Sea สีทอง ที่มีริ้วสีแดง ชมพู และเขียว โดยมีชื่อว่า Rainbow Gold ทั้งนี้ Cheng จาก Rio Pearl กล่าวว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นผลจากการวิจัยและทดสอบอย่างหนักเป็นเวลากว่า 3 ปี

        มุก South Sea สีทองชนิดใหม่นี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยมุก Rainbow Gold จะเกิดขึ้นบ้างอยู่แล้วในการเก็บผลผลิตของ Rio Pearl แต่มีในปริมาณน้อยนิด จนในที่สุด ทางบริษัทก็สามารถผลิตมุกที่มีลักษณะนี้ทั้งหมดในคุณภาพระดับพรีเมียมได้หลายล็อต

 

ภาพมุก Rainbow Gold จาก https://news.jewellerynet.com/en

        ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2024 Rio Pearl เปิดตัวมุก South Sea สีขาว ในคุณภาพระดับสูงสุด จากฟาร์มของบริษัทในหมู่เกาะมะริด (Mergui Archipelagos) ในพม่า นับเป็นครั้งแรกสำหรับประเทศที่ผลิตมุก South Sea สีทองเป็นหลัก  

        โดยทั่วไป กว่าร้อยละ 99 ของมุกที่พม่าผลิตเป็นมุก South Sea สีทอง ดังนั้นการผลิตมุก South Sea สีขาวระดับพรีเมียม ซึ่งบริษัทตั้งชื่อว่า M White South Sea ในพม่าจึงเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ

โอกาสข้างหน้า

        อุตสาหกรรมมุกมีแนวโน้วที่จะขยายตัวได้ต่อไป โดยมีแรงกระตุ้นหลักจากความต้องการของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและนวัตกรรมที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ตลาดมุกใหม่ๆ ก็มีอนาคตที่สดใส

        Bracher จาก Paspaley กล่าวว่า “จากภาพรวมกว้างๆ เราเห็นตลาดที่แข็งแกร่งในอินเดีย นับเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของตลาดครั้งใหญ่ที่สุด และเช่นเดียวกับจีน วัฒนธรรมอินเดียที่ชื่นชอบมุก และการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียจะสามารถสร้างความต้องการใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมตลาดที่มีอยู่เดิม”

 

ภาพเครื่องประดับมุก จาก https://www.jumigoods.com/?product_id=273017904_33

สำหรับ Branellec นั้น เขาได้ชี้ถึงปัจจัยหลักหลายข้อที่สามารถกระตุ้นการเติบโตของมุกเม็ดร่วงและเครื่องประดับมุกในอนาคตอันใกล้ ตัวอย่างเช่น ตลาดจีนแสดงให้เห็นถึงความสนใจในมุก South Sea ที่ขยายตัวมากขึ้น

“ความชื่นชอบของลูกค้าของเรากำลังเติบโตและสุกงอม และถือเป็นเกียรติที่ได้เห็นความตระหนักในคุณค่าของมุก South Sea จากฟิลิปปินส์” Branellec กล่าว “มุกสีทองสื่อถึงความมั่งคั่งและโชคลาภดังที่ปรากฏในรูปมังกรคาบมุกสีทองในปากหรือจับไว้ด้วยกรงเล็บในงานศิลปะของจีน”

ยอดขายของ Jewelmer ในยุโรปและอเมริกาใต้เติบโตอย่างมั่นคงเช่นกัน เห็นได้ชัดจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการและการเห็นคุณค่ามุก South Sea ในประเทศต่างๆ เช่น บราซิล โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว

มุกและความยั่งยืน

        ความยั่งยืนเป็นกระแสที่กำลังบูมในธุรกิจส่วนใหญ่ทั่วโลก แต่เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาโดยตลอดในอุตสาหกรรมมุก จากคำบอกเล่าของ James Brown จาก Pearls of Australia ผู้เพาะเลี้ยงมุกต้องพึ่งพาธรรมชาติ จึงมีแรงกระตุ้นโดยธรรมชาติที่จะต้องดูแลโลกและผู้คนบนโลก

“แหล่งกำเนิดเป็นรากฐานของสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ มันไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องสายพันธุ์ของมุก แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและของครอบครัวที่เดินทางมากับมัน เราทุ่มเทให้กับความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานของมุกผ่านระเบียบที่ประหยัดและเชื่อถือได้ที่ประเมินผลกระทบของการทำฟาร์มมุกในบริบทด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” เขากล่าว

Brown เป็นผู้เพาะเลี้ยงรุ่นที่สามที่ผลิตมุก Pinctada maxima และ Akoya และได้เชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในออสเตรเลีย 

        การสนับสนุนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน Tom Moses ผู้ดำรงตำแหน่ง Executive Vice President และ Chief Laboratory Officer ของ Gemological Institute of America (GIA) กล่าวว่า GIA ได้ให้ความช่วยเหลือในโครงการนำร่องเพื่อการให้ความรู้และสนับสนุนอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงมุกในการประเมินและจัดการผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์ของการศึกษาดังกล่าวเผยให้เห็นถึงการลดผลกระทบที่เป็นไปได้และโอกาสในการพัฒนาตลาดตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของมุก

Chunhui Zhou หัวหน้าของ GIA Global Pearl Identification Division ยังได้เปิดเผยถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำหนดตัวแปรของการวัด “nacre continuity” โดยมีเป้าหมายในการจัดระดับความต่อเนื่องของการทับซ้อนของชั้นเคลือบรอบๆ นิวเคลียสของมุก

“การจัดระดับนี้จะทำให้เราได้ความจำเพาะและระบบการจัดระดับมุกที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในอนาคต” Zhou กล่าว“Nacre continuity สะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติที่จำเป็นในการผลิตมุก” - Pierre Fallourd รายงาน


แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

กรกฎาคม 2568


ข้อมูลอ้างอิง


อ้างอิงเนื้อหาจาก Pearl Report 2024-2025. Pearl sector charts a new course towards sustainable growth. [Online]. Available at: https://news.jewellerynet.com/uploads/ebook/Supplement/Pearl-Report_2024-2025/14/.

เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

อุตสาหกรรมมุกวางเส้นทางใหม่สู่การเติบโตแบบยั่งยืน

Jul 18, 2025
7276 views
0 share

        ธุรกิจมุกโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากความต้องการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชีย สินค้าที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ มุกระดับพรีเมียม ซึ่งมีรูปทรงและความวาวไร้ที่ติและมุกขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภควัยหนุ่มสาว การออกแบบที่คลาสสิคและทันสมัยยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงแต่มีความเกาะกระแสมากขึ้น ขณะเดียวกันการออกแบบที่แปลกใหม่ก็เป็นที่นิยม ทำให้มุกมีความล้ำสมัยมากกว่าเดิม

        นอกจากนี้ การเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของมุกก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป เห็นได้ชัดในหมู่ลูกค้าหนุ่มสาว และสิ่งนี้อาจช่วยกระตุ้นความต้องการในระยะยาวเมื่อผู้บริโภคกลุ่มนี้ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และมีกำลังซื้อมากขึ้น จากคำบอกเล่าของบุคลากรในอุตสาหกรรม ขณะที่ความต้องการค่อยๆ มีความมั่นคงจากการขยายตัวในปี 2023 ความต้องการมุกของตลาดจะยังคงพุ่งทะยาน ยิ่งไปกว่านั้น คุณสมบัติด้านความยั่งยืนของมุกและกระบวนการในการได้มาตลอดจนการผลิตยังมีคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า (Value Proposition) ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีนวัตกรรม และเสน่ห์อันหลากหลายของไข่มุก สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเข้าใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทผู้ผลิตไข่มุกจึงกำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น - อนาคตที่วางอัญมณีอันเป็นที่รักนี้ไว้ที่จุดศูนย์กลางของการออกแบบเครื่องประดับที่ล้ำสมัย การเพาะเลี้ยงและการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาพรวมตลาด

        สำหรับ Jacques Christophe Branellec CEO ของ Jewelmer ในฟิลิปปินส์ ปี 2023 นับเป็นปีที่ดีสำหรับบริษัท เนื่องจากความนิยมในมุก South Sea สีทองพุ่งสูง

        “ความต้องการอัญมณีหายากนี้ ทำให้ราคาขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ค้าส่งมีความมั่นใจในตลาดและสินค้าที่แบรนด์นำเสนอ” Branellec กล่าว

Michael Bracher ผู้อำนวยการบริหารของ Paspaley บริษัทผู้ผลิตมุกในออสเตรเลีย กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอย่างต่อเนื่องเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2021 และตามด้วยการปรับราคาในช่วงต้นปี 2024 ตั้งแต่นั้นมาราคาก็เพิ่มขึ้นอีกหลังจากความต้องการที่มากขึ้น

ทางด้านตลาดต่างๆ ในเอเชีย มีความต้องการที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดจีน ในขณะที่ยุโรปและอเมริกาเหนือก็เติบโตได้ดี

 

ภาพหน้าร้านขายเครื่องประดับมุกในจีน จาก https://fleurdhiver.com/li-heng-tang/

“ตลาดทั้งหมดได้รับประโยชน์จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของมุกในฐานะอัญมณีที่มีความทันสมัยและครอบจักรวาล ความต้องการในจีนมีแนวโน้มไปทางมุกรูปทรงคลาสสิกอย่างทรงกลม หยดน้ำ และรูปไข่  เมื่อราคาของมุกที่เป็นที่ต้องการสูงขึ้น ความสนใจในมุกรูปทรงอื่นๆ ที่มีราคาย่อมเยากว่าจึงสูงขึ้นในตลาดอื่นๆ” Bracher อธิบาย

Jonathan Cheng ผู้อำนวยการของ Rio Pearl กล่าวว่า ราคาที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการมุกคุณภาพสูง ในตลาดที่มีไม่ขาดสาย เนื่องจากบริษัทที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าดังกล่าวในขณะนี้มีจำนวนน้อยลง 

            ความต้องการมุก South Sea สีขาวและสีทองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากเป็นพิเศษ ส่วนความต้องการมุกระดับพรีเมียมสีต่างๆ ในตลาดก็ยังมั่นคง ขณะที่มุกขนาดเล็กขายได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาว ขณะเดียวกัน ตลาดมุกตาฮิติกำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่าน โดย Cheng อธิบายว่า “ความต้องการมุกตาฮิติทรงกลมและเกือบกลมชั้นเยี่ยมที่มีสีสันสดใสและหลากหลายมีความนิยมที่คงที่ แต่ความสนใจมุกที่ไม่ใช่รูปทรงคลาสสิกหดตัวลง อุปทานที่ไม่แน่นอนและปริมาณการส่งออกที่ไม่สม่ำเสมอก็เป็นหนึ่งในความท้าทาย นอกจากนี้ ข้อจำกัดในอุปทานมุกระดับพรีเมียมอาจดำเนินต่อไป” 

George Kakuda ประธานของ Japan Pearl Exporters’ Association (JPEA) ก็ยืนยันถึงความต้องการมุกที่มั่นคง โดยรวมไปถึงมุก Akoya อันโด่งดัง Kakuda กล่าวว่า ผู้ซื้อมีความเอนเอียงไปทางมุกขนาดระหว่าง 3 มม. ถึง 8 มม. โดยเฉพาะมุกที่มีขนาดใหญ่

เทคโนโลยีในฟาร์มมุก

        ญี่ปุ่นเป็นผู้บุกเบิกการทำฟาร์มหอยมุก โดยผู้ก่อตั้ง Mikimoto ผู้ผลิตมุกยักษ์ใหญ่ ประสบความสำเร็จในการผลิตมุกจากการเลี้ยงหอยมุกเป็นครั้งแรกของโลกในปี 1893 จนในปี 2024 บริษัทผู้ผลิตมุกญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำในการทำฟาร์มและเลี้ยงหอยมุก

        Kakuda กล่าวว่า ในปี 2024 อุตสาหกรรมมุกของญี่ปุ่นวางแผนที่จะดำเนินการตามผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาทางด้านชีวพันธุกรรมเป็นเวลา 10 ปี เพื่อการเลี้ยงหอยมุกที่มีความแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้น และให้ผลผลิตมุกที่มีคุณภาพสูงขึ้น

        ส่วนตลาดพม่านั้น Rio Pearl ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กำลังสร้างความฮือฮาโดยการใช้เทคนิคอันทันสมัยในการสร้างมุกชนิดใหม่ 

        ในปี 2023 บริษัทดังกล่าวได้เปิดตัวมุก South Sea สีทอง ที่มีริ้วสีแดง ชมพู และเขียว โดยมีชื่อว่า Rainbow Gold ทั้งนี้ Cheng จาก Rio Pearl กล่าวว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นผลจากการวิจัยและทดสอบอย่างหนักเป็นเวลากว่า 3 ปี

        มุก South Sea สีทองชนิดใหม่นี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยมุก Rainbow Gold จะเกิดขึ้นบ้างอยู่แล้วในการเก็บผลผลิตของ Rio Pearl แต่มีในปริมาณน้อยนิด จนในที่สุด ทางบริษัทก็สามารถผลิตมุกที่มีลักษณะนี้ทั้งหมดในคุณภาพระดับพรีเมียมได้หลายล็อต

 

ภาพมุก Rainbow Gold จาก https://news.jewellerynet.com/en

        ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2024 Rio Pearl เปิดตัวมุก South Sea สีขาว ในคุณภาพระดับสูงสุด จากฟาร์มของบริษัทในหมู่เกาะมะริด (Mergui Archipelagos) ในพม่า นับเป็นครั้งแรกสำหรับประเทศที่ผลิตมุก South Sea สีทองเป็นหลัก  

        โดยทั่วไป กว่าร้อยละ 99 ของมุกที่พม่าผลิตเป็นมุก South Sea สีทอง ดังนั้นการผลิตมุก South Sea สีขาวระดับพรีเมียม ซึ่งบริษัทตั้งชื่อว่า M White South Sea ในพม่าจึงเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ

โอกาสข้างหน้า

        อุตสาหกรรมมุกมีแนวโน้วที่จะขยายตัวได้ต่อไป โดยมีแรงกระตุ้นหลักจากความต้องการของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและนวัตกรรมที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ตลาดมุกใหม่ๆ ก็มีอนาคตที่สดใส

        Bracher จาก Paspaley กล่าวว่า “จากภาพรวมกว้างๆ เราเห็นตลาดที่แข็งแกร่งในอินเดีย นับเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของตลาดครั้งใหญ่ที่สุด และเช่นเดียวกับจีน วัฒนธรรมอินเดียที่ชื่นชอบมุก และการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียจะสามารถสร้างความต้องการใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมตลาดที่มีอยู่เดิม”

 

ภาพเครื่องประดับมุก จาก https://www.jumigoods.com/?product_id=273017904_33

สำหรับ Branellec นั้น เขาได้ชี้ถึงปัจจัยหลักหลายข้อที่สามารถกระตุ้นการเติบโตของมุกเม็ดร่วงและเครื่องประดับมุกในอนาคตอันใกล้ ตัวอย่างเช่น ตลาดจีนแสดงให้เห็นถึงความสนใจในมุก South Sea ที่ขยายตัวมากขึ้น

“ความชื่นชอบของลูกค้าของเรากำลังเติบโตและสุกงอม และถือเป็นเกียรติที่ได้เห็นความตระหนักในคุณค่าของมุก South Sea จากฟิลิปปินส์” Branellec กล่าว “มุกสีทองสื่อถึงความมั่งคั่งและโชคลาภดังที่ปรากฏในรูปมังกรคาบมุกสีทองในปากหรือจับไว้ด้วยกรงเล็บในงานศิลปะของจีน”

ยอดขายของ Jewelmer ในยุโรปและอเมริกาใต้เติบโตอย่างมั่นคงเช่นกัน เห็นได้ชัดจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการและการเห็นคุณค่ามุก South Sea ในประเทศต่างๆ เช่น บราซิล โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว

มุกและความยั่งยืน

        ความยั่งยืนเป็นกระแสที่กำลังบูมในธุรกิจส่วนใหญ่ทั่วโลก แต่เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาโดยตลอดในอุตสาหกรรมมุก จากคำบอกเล่าของ James Brown จาก Pearls of Australia ผู้เพาะเลี้ยงมุกต้องพึ่งพาธรรมชาติ จึงมีแรงกระตุ้นโดยธรรมชาติที่จะต้องดูแลโลกและผู้คนบนโลก

“แหล่งกำเนิดเป็นรากฐานของสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ มันไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องสายพันธุ์ของมุก แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและของครอบครัวที่เดินทางมากับมัน เราทุ่มเทให้กับความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานของมุกผ่านระเบียบที่ประหยัดและเชื่อถือได้ที่ประเมินผลกระทบของการทำฟาร์มมุกในบริบทด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” เขากล่าว

Brown เป็นผู้เพาะเลี้ยงรุ่นที่สามที่ผลิตมุก Pinctada maxima และ Akoya และได้เชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในออสเตรเลีย 

        การสนับสนุนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน Tom Moses ผู้ดำรงตำแหน่ง Executive Vice President และ Chief Laboratory Officer ของ Gemological Institute of America (GIA) กล่าวว่า GIA ได้ให้ความช่วยเหลือในโครงการนำร่องเพื่อการให้ความรู้และสนับสนุนอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงมุกในการประเมินและจัดการผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์ของการศึกษาดังกล่าวเผยให้เห็นถึงการลดผลกระทบที่เป็นไปได้และโอกาสในการพัฒนาตลาดตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของมุก

Chunhui Zhou หัวหน้าของ GIA Global Pearl Identification Division ยังได้เปิดเผยถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำหนดตัวแปรของการวัด “nacre continuity” โดยมีเป้าหมายในการจัดระดับความต่อเนื่องของการทับซ้อนของชั้นเคลือบรอบๆ นิวเคลียสของมุก

“การจัดระดับนี้จะทำให้เราได้ความจำเพาะและระบบการจัดระดับมุกที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในอนาคต” Zhou กล่าว“Nacre continuity สะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติที่จำเป็นในการผลิตมุก” - Pierre Fallourd รายงาน


แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

กรกฎาคม 2568


ข้อมูลอ้างอิง


อ้างอิงเนื้อหาจาก Pearl Report 2024-2025. Pearl sector charts a new course towards sustainable growth. [Online]. Available at: https://news.jewellerynet.com/uploads/ebook/Supplement/Pearl-Report_2024-2025/14/.

เอกสารแนบ

เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970
external-site