ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

แนวโน้มการออกแบบเครื่องประดับ: 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับในทศวรรษก่อน

Jan 21, 2026
1905 views
1 share

        เพื่อให้เข้ากับธีม “Decades” ของ JCK Las Vegas 2025 National Jeweler ขอย้อนกลับไปดู 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง

 

        เครื่องประดับประดับในภาพมีรูปแบบตาม 3 ใน 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับของทศวรรษที่ผ่านมา จากซ้ายไปขวา แหวนงูของ Harwell Godfrey สร้อยคอ Foundrae ซึ่งเป็นตัวอย่างของเทรนด์ #neckmess และสร้อยข้อมือ “Tiffany Titan โดย Pharrell Williams” ซึ่งเป็นสร้อยข้อมือ rose gold ประดับมุกแบบ unisex ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย

        การย้อนกลับไปดู 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับจากช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่เป็นการระลึกถึงอดีตแต่ยังเป็นวิธีหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลสิ่งที่อาจหวนกลับมาในวัฏจักรของเทรนด์อีกครั้งก็เป็นได้

        เนื่องจากธีมของ JCK Las Vegas คือ “Decades” การย้อนนึกถึงเทรนด์เครื่องประดับอันดับต้นๆ ของทศวรรษล่าสุดจึงยิ่งเป็นเรื่องที่ถูกเวลา

        ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 เทรนด์ต่างๆ ไม่ได้เป็นที่นิยมมากขึ้นเพียงแค่เพราะผู้บริโภคต้องการสวมใส่ตามอย่างคนอื่นๆ แต่พวกเขาเอนเอียงไปหาการออกแบบที่บอกเล่าเรื่องราวของตนเองและแสดงตัวตนของพวกเขาเอง

        “ฉันได้ยินนักออกแบบเรียกตัวเองว่า ‘นักเล่าเรื่อง’ มากขึ้น โดยพวกเขาผสมผสานผลงานเข้ากับความหมาย”  Bella Neyman ผู้ร่วมก่อตั้ง NYC Jewelry Week กล่าว

        “นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ฉันไม่คิดว่าได้มีการพูดถึงอย่างจริงจังในเครื่องประดับหรูมาก่อน เรื่องนี้เริ่มเป็นสิ่งแรกๆ ในความคิดของผู้คนยิ่งกว่าเดิม”

        ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตั้งแต่สไตล์ minimal ไปจนถึงสไตล์โดดเด่นเตะตา personalization สินค้า unisex และลุคแบบซ้อนหลายชั้นที่เล่าเรื่องราวล้วนเป็นเทรนด์ 10 อันดับแรกจากทศวรรษที่ผ่านมา

1. ชิ้นเล็กกระจิ๊ดริด 

 

  “จี้ทองคำเหลือง 14 กะรัต รุ่น ‘Itty Bitty Kitty’ ดวงตาประดับเพชรดำสองเม็ด โดย Collette Ishiyama จำหน่ายเฉพาะที่ Catbird (180 เหรียญสหรัฐ)”

        สไตล์ minimal เป็นสไตล์แรกๆ ในความคิดของทุกคนในช่วงเริ่มต้นของทศวรรษที่ผ่านมา โซ่เส้นบาง ต่างหูเม็ดกลม และแหวนเริ่มเข้ามายึดครองพื้นที่ในปี 2015 ถึง 2016

        ส่วนการประดับร่างกายด้วยอัญมณี โดยมีเพชรเม็ดเล็กและ micro pavé เป็นหลัก

        Neyman อธิบายว่าเป็น “เครื่องประดับที่เล็กจนแค่กระพริบตาก็จะมองไม่ทัน” 

        เครื่องประดับสไตล์ minimal มีขนาดเล็กและบอบบาง ขับเน้นรูปลักษณ์ของผู้สวมใส่เป็นสำคัญแทนที่จะบดบังลุคเครื่องประดับขนาดใหญ่เตะตาและการเรียงซ้อนกันซึ่งแพร่หลายทุกวันนี้ยังไม่ได้รับความสนใจในตอนนั้น เนื่องจากผู้ซื้อเลือกใช้เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

        Neyman ยกความดีความชอบให้กับ Catbird ในฐานะแบรนด์ที่เก่งกาจในเทรนด์นี้ ขณะที่นักออกแบบ Wing Yau ผู้ก่อตั้งของ Wwake ยังเป็นแถวหน้าของเทรนด์เครื่องประดับชิ้นเล็กพร้อมๆ กับให้การสนับสนุนความยั่งยืน

        แม้สไตล์ minimal อาจจะไม่อยู่ในอันดับแรกๆ ของวัฏจักรเทรนด์ในปี 2025 แต่ก็ยังมีกลุ่มแฟนตัวยง

        Sophie Bille Brahe เป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงในเรื่องเครื่องประดับ minimal และแบรนด์ของเธอกำลังมาแรง

        Bille Brahe เปิดร้านแห่งแรกในสหรัฐฯ ในนิวยอร์กซิตี้  เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 และเธอเป็นหนึ่งในสามนักสร้างสรรค์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Gem Award ในสาขาการออกแบบเครื่องประดับในปีนี้

        “ฉันไม่อยากจะพูดว่ากระแส minimal จางไปแล้ว แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เราหันไปหา ยุคเครื่องประดับชิ้นใหญ่กว่าและความนิยมเหล่านี้มักจะย้อนกลับไปกลับมาเสมอ” Neyman กล่าว

        “ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับการสร้างความโดดเด่นและแสดงตัวตนของเราโดยใช้เครื่องประดับช่วย”

2. ยิ่งใหญ่ยิ่งดี

        “Progression Hoops with Constellation Diamonds” ตัวเรือนทองคำ 18k ประดับเพชร 1.14 กะรัต (16,000 เหรียญสหรัฐ) ของ Made By Malyia

        ในขณะที่เวลากำลังเดินไป ความคลั่งไคล้ในสไตล์ minimal ได้เปิดทางให้ความต้องการสไตล์ที่โดดเด่นสะดุดตา โดยเฉพาะหลังจากรูปแบบที่เราปฏิสัมพันธ์กันนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในเดือนมีนาคม 2020

        แม้เครื่องประดับที่โดดเด่นดึงดูดสายตาจะไม่เคยล้าสมัย ตามข้อมูลจาก Malyia McNaughton ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักออกแบบและ CEO ของ Made By Malyia ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาความนิยมเครื่องประดับสไตล์นี้มาถึงจุดสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษปี 2020 

        ในช่วงที่โควิด-19 ทำให้เวลาหยุดเดินและเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของทุกคน ผู้คนสามารถติดต่อกับโลกภายนอกในรูปแบบเสมือนจริงเท่านั้น

        การติดต่อกันผ่าน Zoom เข้ามาแทนที่การประชุมตามปกติ และเครื่องประดับขนาดใหญ่สะดุดตากลายเป็นที่นิยมเพราะเห็นได้ชัดเจนทางหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน

        ต่างหูกลมเล็กและจี้ขนาดจิ๋วจะกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้นเครื่องประดับชิ้นใหญ่จึงจำเป็นสำหรับการสร้างจุดเด่นในแต่ละวัน

        “ตอนนี้ฉันเห็น [เครื่องประดับชิ้นใหญ่] มากขึ้นเพราะผู้คนหันมาชื่นชอบอัญมณีและตัวเรือนขนาดใหญ่ สิ่งที่มีน้ำหนัก ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า มีความหรูหราบางอย่าง” Neyman กล่าว

        เครื่องประดับทองชิ้นใหญ่ของทศวรรษปี 1980 และ 1990 กลับมาพร้อมกับลูกเล่นสมัยใหม่ นึกถึงต่างหูขนาดใหญ่ (ทรงห่วงเคาะประตู) cuff ไซส์ใหญ่ และสร้อยทองเส้นหนา

        สไตล์เด่นสะดุดตากำลังเป็นที่จับตามองในตลาดเจ้าสาวเช่นกัน โดยคาดว่าแหวนหน้ากว้างจะเป็นกระแสในแหวนหมั้น ในปี 2025

3. เครื่องประดับเฉพาะบุคคล (Personalization)

สร้อย “Cloud” ของ Alison Lou มีตัวอักษรทำด้วยเงินประดับเชือกถักสีแดง (425 เหรียญสหรัฐ)

        สินค้าเฉพาะบุคคลในเครื่องประดับไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เนื่องจากผู้คนใช้เครื่องประดับในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว แต่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในรูปแบบที่หลากหลายตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

        “การใช้เครื่องประดับในการแสดงออกถึงตัวตน...การเรียกมันว่าเป็นเทรนด์นั้นน่าสนใจจริงๆ เพราะเป็นเรื่องที่อาจพูดถึงได้ไม่มากในแต่ละทศวรรษ” Neyman กล่าว

        สร้อยคออักษรย่อ สร้อยป้ายชื่อ และจี้ตัวเลขที่แสดงความรู้สึกผุดขึ้นมาพร้อมด้วยลูกเล่นใหม่ๆ ในการออกแบบ

        “หนึ่งในเทรนด์ที่สำคัญที่สุด [คือ] สร้อยคอตัวอักษรย่อ” Amanda Gizzi ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมของ Jewelers of America ซึ่งระบุว่าปี 2019 เป็นปีที่สไตล์นี้เป็นที่นิยมสูงสุด 

        สร้อยคออักษรย่อเป็นรูปแบบที่คลาสสิก โดยมีต้นกำเนิดมาจากสร้อยคอป้ายชื่อในยุคทศวรรษปี 1980 และย้อนกลับไปได้ไกลกว่านั้น เครื่องประดับเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่แถวหน้าอีกครั้งในช่วงต้นปี 2015 โดยมีนักออกแบบ เช่น Alex Woo ผู้ล่วงลับซึ่งสร้างสรรค์สร้อยคออักษรย่อตัวพิมพ์เล็กด้วยโลหะเงินและทอง

        ขณะที่ทศวรรษนี้ล่วงเลยไป สไตล์ดังกล่าวก็บูมขึ้นมา โดยกลายเป็น ฟอนต์ bubble ตัวหนา ผ่านแบรนด์ต่างๆ เช่น Brent Neale และ Alison Lou

        สร้อยคออักษรย่อนำเป็นเครื่องประดับที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นของตนเองโดยไม่ใช่การผลิตตามคำสั่งหรือ customization อย่างแท้จริง สร้อยคอเหล่านี้ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถดึงดูดลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่เหมือนใคร

        “เครื่องประดับเฉพาะบุคคล เป็นสิ่งที่ฉันมองว่ามีความโดดเด่นและกลายเป็นที่ต้องการ เพื่อสร้างจุดเด่นผ่านเครื่องประดับที่คนอื่นไม่มีและหากมีก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันกับของพวกเขา” McNaughton กล่าว

        เครื่องประดับ bespoke เองก็ไม่ใช่สินค้าใหม่ แต่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะผู้คนต้องการเครื่องประดับที่มีความหมายลึกซึ้งและมีลักษณะเฉพาะบุคคลมากขึ้น

        Randi Molofsky ผู้ก่อตั้ง For Future Reference ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนการพัฒนาแบรนด์ กล่าวว่า “เครื่องประดับแบบชิ้นเดียวในโลก กำลังก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า”

        “แทนที่ทุกคนจะพากันต้องการเครื่องประดับที่บ่งบอกสถานะชิ้นเดียวกัน ฉันคิดว่าชิ้นที่บ่งบอกสถานะแบบใหม่จะเป็นเครื่องประดับ bespoke”

4. การสักลายและเครื่องประดับแบบถาวร

“Forever Bracelet” แบบต่างๆ จาก Catbird (108 ถึง $398 เหรียญสหรัฐ)

        เครื่องประดับกลายเป็นแนวทางใหม่ในการสักลาย ซึ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2016 การเชื่อมเครื่องประดับติดถาวรรอบข้อมือหรือข้อเท้าได้กลายเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เครื่องประดับชิ้นนั้นมีเรื่องราวที่ผู้บริโภคยังคงใฝ่หาและสร้างโอกาสให้ผู้ค้าปลีกเปลี่ยนร้านค้าของตนให้เป็นประสบการณ์

        “[เครื่องประดับแบบถาวร] ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิงในสิ่งที่เครื่องประดับต้องเป็นและมันจะสร้างความสนุกสนานให้ผู้คนได้ทำร่วมกันได้อย่างไร มันกลายเป็นแนวทางพิเศษในการสร้างประสบการณ์สำหรับผู้คนเพื่อให้ได้ช่วงเวลาพิเศษร่วมกับคนที่พวกเขารัก” Gizzi กล่าว

        สร้อยได้รับการเชื่อมติดกันจนเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า และแม้แต่แหวน ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นแบบถาวร แทนที่จะต้องวุ่นวายกับขอเกี่ยวของเครื่องประดับที่ผู้บริโภครู้ว่าจะไม่ต้องการถอดออก

        แม้ว่าเครื่องประดับเหล่านี้จะทำขึ้นเพื่อให้สวมใส่ตลอดไป มันก็สามารถถอดออกได้ หากต้องการ และเชื่อมติดกลับมาใหม่ได้

        โดยทั่วไปผู้บริโภคเลือกสร้อยหนึ่งถึงสองเส้นเป็น “เครื่องประดับรอยสัก” ของตน แล้วจึงเรียงซ้อนกับเครื่องประดับอื่นๆ ที่ถอดออกได้เพื่อเปลี่ยนลุค

5. Layering (หรือ #neckmess)

 สร้อยคอ “Mind, Body, Soul” ของ Foundrae ซึ่งเป็น mixed-clip story ที่ทำจากทองคำ 18k โดยมีเหรียญห้าชิ้นประกอบด้วยทับทิม 0.80 กะรัต โอปอล 2.10 กะรัต และเพชรรวม 0.34 กะรัต (34,000 เหรียญสหรัฐ)

        นี่ คุณยังจำตอนที่ hashtag ฮิตได้ไหม?

        เรายังจำได้ และยังจำตอนที่ #neckmess มาแรงเหนือทุกอย่างได้อีกด้วย

        ต้องยกความดีให้กับนักออกแบบ Jessica Kagan Cushman ราวปี 2016 สแลงที่กลายเป็น hashtag หมายถึงเทรนด์ของการซ้อนสร้อยคอให้ได้มากที่สุด

        การใส่สร้อยคอซ้อนกันเป็นเทรนด์สำคัญเรื่อยมาจนเข้าสู่ปี 2020 และตลอดปี 2022 เนื่องจากเป็นสไตล์ที่เห็นได้มากที่สุดบน Zoom

        “แหวนอาจจะไม่เป็นที่นิยมเช่นที่ผ่านมาเพราะทุกคนใส่ถุงมือและทำงานจากบ้าน คุณจึงไม่สามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนคีย์บอร์ดได้” Neyman อธิบาย

        “neck mess” ทำให้ผู้คนเน้นเสื้อผ้าคอต่ำหรือเปิดไหล่ด้วยสร้อยคอสายโซ่ทองที่มีหน้ากว้างแตกต่างกันและคอลเลกชันจี้

        เทรนด์นี้เอื้อต่อการสร้างสรรค์จุดเด่นเตะตาขณะที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา เนื่องจากทุกคนทำงานจากบ้านเพราะความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19 ผู้คนจึงแสวงหาทุกทางที่จะปกป้องตัวเอง และเครื่องรางในรูปแบบ-ของชาร์ม จี้ และเหรียญต่างๆ ซึ่งรวมอยู่ในเทรนด์ neck mess ช่วยสยบความหวาดกลัวของพวกเขาได้

        “มันช่วยให้คุณออกไปข้างนอกอย่างมั่นใจ เพราะเป็นสิ่งที่คอยคุ้มครองคุณ” Neyman กล่าว โดยชี้ไปที่ดวงตาปีศาจเพื่อเป็นตัวอย่างของสัญลักษณ์ที่เชื่อว่าจะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากพลังงานลบ

        “เราทุกคนต้องการสิ่งที่จะสวมใส่บนร่างกายซึ่งช่วยทำให้ใจสงบและปกป้องเราเมื่อออกเดินทางไปในโลกกว้างที่มีสิ่งที่ยังไม่รู้”

        Foundrae เคย (และยังเป็น) แบรนด์ที่ต้องจับตามอง เนื่องจากนักออกแบบ Beth Hutchens ซึ่งเปิดตัวบริษัทของเธอในปี 2015 และชนะรางวัล Gem Award for Jewelry Design ในปี 2025 โดยเน้นที่ชาร์มและเครื่องประดับสะท้อนอารมณ์ที่ลูกค้าของเธอสามารถสร้างเรื่องราวของตนเองได้ Molofsky กล่าว

        Gizzi บรรยายถึงเทรนด์การสวมใส่สร้อยคอซ้อนทับกับเป็นชั้นๆ ในฐานะ “สร้อยข้อมือชาร์มแห่งทศวรรษ”

6. ‘Ear Story’ จากการคัดสรร

Ear cuff ของ Anita Ko ตัวเรือนทอง 18k ประดับเพชร pear-cut 3 เม็ด และแบบกลม 3 เม็ด (4,450 เหรียญสหรัฐ)

        การเจาะหูมากกว่าหนึ่งจุดไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่นเดียวกับการสักลาย การเจาะหูหลายจุดได้กลายเป็นแฟชั่นกระแสหลักมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

        ความคิดของการสร้างสรรค์เรื่องราวว่าด้วยเครื่องประดับหรูที่สวมใส่ติดหูเริ่มมีกระแสมากขึ้นในปี 2018

        “Ear Story” เป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงวิกฤติโรคระบาดเพราะต่างหูมองเห็นได้และช่วยสร้างกรอบให้กับใบหน้าเมื่ออยู่ในกล้องถ่ายภาพ

        นอกจากการใส่ต่างหูสไตล์ห่วงหรือต่างหูกลมเล็กเพียงแบบเดียวไล่จากติ่งหูขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงในช่วงทศวรรษปี 1990 ผู้บริโภคเลือกการผสมผสานสไตล์ต่างๆที่สะท้อนตัวตนของพวกเขา

        ต่างหูห่วงขนาดใหญ่ ห่วงแบบติดหู โซ่ แบบกลมขนาดเล็ก และประดับเพชรและอัญมณี ต่างเป็นตัวเลือกเมื่อนำเรื่องราวของต่างหูมาผสมผสานเข้าด้วยกันAnita Ko สร้างผลงานออกแบบในเทรนด์นี้ โดยมีเครื่องประดับเพชรแบบคลาสสิกที่สามารถใช้เล่าเรื่อง ส่วนต่างหูแบบกลมขนาดเล็ก McNaughton เน้นรูปแบบงูซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกบ่อยๆ 

        “จู่ๆ ก็มีร้านเจาะหูร้านใหม่ๆ เปิดขึ้นมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ ผู้คนยอมไปที่ไหนก็ได้เพื่อเจาะหู ทุกวันนี้ผู้บริโภคต้องการนักออกแบบและต้องการประสบการณ์การค้าปลีกที่มาพร้อมกับการซื้อเครื่องประดับ แต่พวกเขาต้องการเจาะหูที่นั่นด้วย” Gizzi กล่าว

        แบรนด์ต่างๆ อย่าง Maria Tash ซึ่งเป็นต้นแบบในวงการการเจาะ โดยเปิดตัวในปี 1993 และต่อมา Studs (ก่อตั้งในปี 2019) ผสมผสานการเจาะแบบมืออาชีพและเครื่องประดับหรูโดยร้านให้บริการเจาะโดยใช้เครื่องประดับของร้านเอง

        นอกจากนี้ พวกเขายังได้นำเสนอความสบายด้วยต่างหูกลมขนาดเล็กเนื่องจากผู้สวมใส่ต้องใส่ต่างหูติดหูไว้ตลอดเวลาจนกว่าจุดที่เจาะจะหายดี

        เทรนด์นี้คล้ายคลึงกับ neck mess เพราะผู้บริโภคคัดสรรเรื่องราวผ่านเครื่องประดับ แต่เทรนด์นี้มีความถาวรมากกว่าเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเจาะหูหลายจุด และแนวปฏิบัติที่ดีคือควรจะทำการเจาะหูเพียงครั้งละ 2-3 จุด เพราะต้องรอเวลาให้แผลหายก่อนที่จะเปลี่ยนเครื่องประดับได้

        ear cuff เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ไม่ต้องการเจาะหูเพิ่ม Neyman กล่าว ผู้ใช้สามารถใส่ ear cuff ซ้อนกันหรือใส่ร่วมกับต่างหูแบบเจาะที่มีอยู่แล้วได้

        McNaughton กล่าวว่าเทรนด์ Ear Story จะยังฮิตต่อไปเพราะผู้คนต้องการแนวทางที่แตกต่างออกไปในการตกแต่งตัวเอง

7. มนตร์เสน่ห์แห่งงูที่ไม่เสื่อมคลาย

 

“แหวน ‘Snake Giza’ ของ Harwell Godfrey ประดับด้วยแซปไฟร์แพดปารัดชา 5.09 กะรัต ล้อมรอบด้วยงูทองคำแท้ 18 กะรัตที่มีดวงตาเป็นเพชรรวม 0.06 กะรัต (ราคาแจ้งตามคำขอ)”

        มี motif ต่างๆ มากมายที่ได้รับความนิยมมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 แต่ไม่มีแบบไหนที่โดดเด่นไม่เปลี่ยนอย่างงู

        “motif งูค่อนข้างจะเทียบได้กับ [ลายพิมพ์] เสือดาวในแฟชั่น คือไม่เคยหายไปไหน” McNaughton กล่าว

        งูปรากฏเด่นชัดในเครื่องประดับย้อนกลับไปได้ถึงยุคอียิปต์โบราณและมักจะเห็นได้ในเครื่องประดับวินเทจและของเก่า

        ตลอดทศวรรษ นักออกแบบใส่ลูกเล่นของตนเองลงไปใน motif งู โดยใช้เพชรและพลอยสีเป็นดวงตา สร้างสรรค์งูสองหัวที่ขดตัวเป็นกำไล หรือทำให้มีลักษณะเป็นงูที่กินหางตัวเอง ซึ่งเป็นรูปแบบโบราณที่เรียกว่า ouroboros สื่อถึงวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุดของการทำลายล้างและการเกิดใหม่

        ความนิยมที่ไม่เสื่อมคลายของงูเป็นหลักฐานว่าผู้บริโภคต้องการเครื่องประดับที่มีเรื่องราว บางสิ่งที่สามารถใช้ถ่ายทอดความหมายผ่านสัญลักษณ์ของพลัง การเติบโต การเกิดใหม่ การปกป้อง ความรู้ และรักนิรันดร์

        Gizzi เล่าถึงการได้เห็นความนิยมแหวนงูที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในปี 2018 แต่ความนิยมใน motif นี้กลับมาหลายครั้งตลอดทศวรรษ

        อีกปีหนึ่งที่เป็นปีของ motif งู คือปี 2023 เมื่อ Bulgari เฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 75 ของคอลเลกชัน “Serpenti” Gizzi กล่าวว่า “ไม่มีการเดินพรมแดงครั้งไหนที่จะไม่เห็นคนดังอย่างน้อย 3 คนสวมใส่เครื่องประดับคอลเลกชันนี้”

        motif นี้จะไม่หายไปไหนในเร็ววัน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 2025 เป็น ปีงูไม้ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน

8. ของเก่ากลับมามีมนตร์ขลัง

สร้อยข้อมือ Art Deco ของ For Future Reference Vintage ประดับเพชร 22 กะรัตบนตัวเรือนแพลทินัม (62,500 เหรียญสหรัฐ)

        สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเทรนด์ทั้งหมดของทศวรรษที่ผ่านมาคือการที่ผู้บริโภคต้องการเครื่องประดับที่บอกเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาเองหรือเลือกชิ้นที่สะท้อนเรื่องราวนั้นๆ

        เครื่องประดับวินเทจและชิ้นที่เป็นของเก่าตอบสนองความต้องการนั้นและ Art Deco เป็นสไตล์ที่ครองใจมหาชนมาตลอด

        “Art Deco เป็นสไตล์ที่เป็นที่จดจำ เหมาะสำหรับสะสม และคลาสสิกที่สุดตลอดกาล” Gizzi กล่าว “กระแส Art Deco เปลี่ยนแปลงเครื่องประดับตลอดกาล ดังนั้นจึงเป็นสไตล์ที่ทุกคนเลือกเสมอ”

        แนวดังกล่าวนี้ได้สร้างและทำให้ชิ้นงานคลาสสิกไม่เคยตกยุค ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือเพชรเส้นเล็ก (ปัจจุบันเรียกว่า tennis bracelet) ไปจนถึงอัญมณีเจียระไนแบบมรกต

        วินเทจเป็นเทรนด์ที่สำคัญมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพราะความมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะชิ้นที่ไม่ระบุชื่อกำลังมาแรงในหมู่ผู้บริโภควัยหนุ่มสาว จากการสังเกตเห็นเทรนด์นี้ Molofsky จึงเปิดตัว For Future Reference Vintage ในปี 2024 ซึ่งเป็นคอลเลกชันเครื่องประดับที่ไม่ระบุชื่อแบบวินเทจและชิ้นที่เคยมีเจ้าของมาก่อน

        Neyman ให้เหตุผลว่า เครื่องประดับวินเทจได้รับความสนใจมากขึ้นเพราะเป็นเครื่องประดับที่มีเรื่องเล่าและเครื่องประดับมือสองอาจจะเป็นที่นิยม

        “ผู้คนมีความต้องการสิ่งที่ใช้เวลาในการสร้างสรรค์และเข้ากัน [กับความคิดว่า] ‘ฉันเป็นแค่หนึ่งในไม่กี่คนที่มีเครื่องประดับชิ้นนี้’ ” McNaughton กล่าว

        เทรนด์นี้ได้แทรกซึมเข้าไปในตลาดเจ้าสาวแล้วเช่นกัน โดยคาดว่า เพชรเจียระไนแบบวินเทจ จะเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของแหวนหมั้นในปีนี้

        เครื่องประดับ two-tone เป็นอีกเทรนด์หนึ่งในขอบเขตวินเทจซึ่งกลับมาฮิต เทรนด์นี้เป็นที่นิยมในต้นทวรรษปี 2000 และต่อมาอีกประมาณ 20 ปี และกำลังเริ่มแพร่เข้าสู่งานออกแบบอีกครั้ง

        การผสมผสานโทนสีร้อนและเย็น เช่น white gold และทองคำ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เพลิดเพลินและปรับแต่งรูปแบบเครื่องประดับทั้งหมดที่สะสมไว้

        “เราจะเห็นโลหะผสมกลับมามากขึ้น [เพราะ] นักออกแบบต้องการรักษาความคิดสร้างสรรค์และไม่ตกกระแส และการผสมผสานสิ่งต่างๆ ยังช่วยได้เสมอ” Molofsky กล่าว

        ราคาที่ถูกลงช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับเครื่องประดับวินเทจ แต่สไตล์ต่างๆ นี้ยังมีความเชื่อมโยงกับอดีตด้วยเช่นกัน

        “คนรุ่นต่างๆ เติบโตขึ้นและกำลังจะได้สวมใส่เครื่องประดับของคุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ [ของพวกเขา] ซึ่งมีไม่น้อยที่เป็นแบบ two-tone” Gizzi กล่าว

9. เพิ่มสีสัน

 

“แหวน ‘Baby Vine’ ของ Bea Bongiasca เคลือบอีนาเมลสีพิสตาชิโอบนตัวเรือนเงิน ประดับด้วยโทแพซทรงมาร์คีส์ 0.66 กะรัต ฝังในทองคำเหลือง 9 กะรัต (690 เหรียญสหรัฐ)”

        สีสันในเครื่องประดับเกิดขึ้นผ่านวัสดุต่างๆ เช่น โลหะมีค่า การตกแต่งผิว การลงยา และอัญมณีตลอดทศวรรษที่แล้วอัญมณีที่มีสีสันและความแปลกใหม่เป็นที่นิยม โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีสุดท้าย“เป็นเรื่องของผู้ผลิตเครื่องประดับที่ต้องการแสดงออกในรูปแบบใหม่ที่มีความก้าวหน้า” Neyman กล่าว “ความต้องการนี้จำเป็นต้องทดลองและศึกษามากขึ้น”

        ตั้งแต่ราวปี 2017 มีนักออกแบบนำแซปไฟร์ทุกเฉดสีมาใช้มากขึ้น โดยไม่จำกัดตัวเองไว้เพียงแค่เฉดสีน้ำเงินแบบดั้งเดิม

        สฟีน (Sphene) และเพริดอตเป็นตัวเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยม เพราะสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ Gizzi เน้นสปิเนลเป็นหนึ่งในอัญมณีที่เป็นไอคอนของทศวรรษ โดยตั้งข้อสังเกตว่าตอนนี้เธอเห็นสปิเนลขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามใน AGTA show ที่ Tucson

        โทนสีที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในอัญมณีแต่ละชนิดยังเปลี่ยนแปลงไปตลอดทศวรรษ

        สำหรับทัวร์มาลีน เป็นสีชมพูและเขียวคลาสสิกของทัวร์มาลีน watermelon ในช่วงต้นปี 2015 และ 2016 ทุกวันนี้ทัวร์มาลีนสีมิ้นต์กำลังมาแรง

        การเพิ่มเติมสีสันผ่านการลงยาเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่กลับเข้ามาจากทศวรรษก่อนหน้า การลงยาไม่เพียงแค่ทำให้นักออกแบบทดลองได้มากขึ้น อย่าง Melissa Kaye กับเครื่องประดับ งานลงยาสีนีออน แต่ยังเป็นวิธีการเติมสีสันให้กับชิ้นงานโดยใช้ต้นทุนน้อยกว่า เนื่องจากการลงยาทำลงบนโลหะเงินได้ดีกว่าทองคำ  

        Bea Bongiasca เป็นตัวอย่างที่เหมาะสมที่สุดของเทรนด์นี้ โดยนักออกแบบชาวอิตาลีผู้นี้ใช้การลงยาสีสันจัดจ้านขนาดใหญ่บนโลหะเงินในขณะที่โลหะในส่วนที่มองเห็นเป็นทองคำ ทำให้เกิดเป็นคอลเลกชัน งานออกแบบที่มีลูกเล่นสนุกสนาน ให้กับวงการเครื่องประดับ

        “ฉันได้เห็นการผสมผสานงานลงยากับงานตกแต่งผิวแบบต่างๆ บนทอง เช่น green gold หรือการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าเพื่อทำให้ทองมีสีและความรู้สึกที่แตกต่างออกไปนอกเหนือจากพลอยสี เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับเครื่องประดับ ฉันเชื่อจริงๆ ว่าจะมีการทดลองมากขึ้น” McNaughton บอกเธอกล่าวว่าผู้บริโภค Gen Z ที่ได้รับการกระตุ้นโดยการย้อนระลึกถึงทศวรรษปี 1990 และยุค Y2K  ต้องการเครื่องประดับหรูที่ใช้วัสดุที่มีลูกเล่น สีสัน และแหวกแนวมากขึ้น

10. เครื่องประดับหรูสำหรับทุกคน

 

“กำไลทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต จากคอลเลกชัน ‘Tiffany Titan by Pharrell Williams’ ประดับไข่มุกทาฮิติและเพชร (30,000 เหรียญสหรัฐ) (เครดิตภาพ: Tiffany & Co.)”

        แม้ว่าแต่เดิมจะมีการเชื่อมโยงเพศกับองค์ประกอบในการออกแบบ แต่การสวมใส่เครื่องประดับได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องปกติมากขึ้นในช่วงทศวรรษก่อน กฎระเบียบที่เคร่งครัดว่าสิ่งไหนคือ “เครื่องประดับสำหรับผู้ชาย” หรือ “เครื่องประดับผู้หญิง” นั้นไม่มีอีกแล้ว ที่สำคัญคือการสวมใส่เครื่องประดับอะไรก็ได้ตามความต้องการ

        สไตล์ unisex เป็นสิ่งที่แพร่หลายมากขึ้น ตอนนี้นักออกแบบเพิ่มเครื่องประดับผู้ชายเข้าไปในไลน์สินค้ามากขึ้น และผู้บริโภคที่เป็นผู้ชายกำลังทดลองกับสไตล์เครื่องประดับมากขึ้นยิ่งกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในยุคสมัยใหม่

        “ผู้ชายโดยทั่วไปกล้าเลือกใช้เครื่องประดับมากขึ้น โดยไม่ใช่แค่การติดเข็มกลัดบนพรมแดงแต่เป็นการใช้งานทุกวัน” Neyman กล่าว

        “มันเป็นการไม่รู้สึกหวาดกลัวที่จะเป็นตัวเอง ผู้ชายใช้เครื่องประดับที่แต่เดิมสงวนไว้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น”ผู้บริโภคที่ใช้เครื่องประดับในชีวิตประจำวันสามารถมองหาเครื่องประดับที่มีรูปแบบสำหรับผู้ชายจากแบรนด์ต่างๆ อย่าง Tabayer, Sylvie Jewelry, Lagos, State Property, John Hardy และ Gabriel & Co. 

        David Yurman เปิดตัว คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง สำหรับผู้ชายในปี 2024 และ คอลเลกชันล่าสุดของ Pharrell Williams กับ Tiffany & Co. สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้มุกตาฮิติบนตัวเรือน rose gold ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เมื่อก่อนผูกติดกับความเป็นผู้หญิง

        ตั้งแต่สร้อยโซ่เพชร Cuban ไปจนถึงเครื่องประดับมุกและลุคสไตล์ layering ตัวเลือกสินค้าของผู้ชายขยายขอบเขตกว้างออกไปมากกว่านาฬิกาข้อมือและแหวนแต่งงาน และผู้บริโภคก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของผู้ชายที่สวมใส่เครื่องประดับ

        Joc Pederson อดีตผู้เล่นตำแหน่ง outfielder ของ Atlanta Braves สวมสร้อยคอมุกตลอดการแข่งขันใน World Series ปี 2021 และนักกรีฑาระยะสั้นอย่าง Noah Lyles สวมสร้อยโซ่แบบโชกเกอร์เพชรหลากสีตอนที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งในรอบตัดสินการแข่งขันกรีฑา 100 เมตรชายในกีฬาโอลิมปิก ปี 2024 ที่ปารีส

        การที่นักกีฬาชื่อดังสวมใส่เครื่องประดับที่โดยทั่วไปมองว่าเป็นของสำหรับผู้หญิงเป็นใบเบิกทางให้ผู้ชายสามารถสวมใส่อะไรก็ตามที่ใจปรารถนา Gizzi กล่าว

        “พวกเขาแสดงออกถึงตัวตนมากขึ้นโดยใช้เครื่องประดับที่เลือกและไม่สนใจเรื่องการแบ่งแยกเพศอีกต่อไป มันเหมือนกับว่า ‘นี่คือสิ่งที่ชอบ และเป็นสิ่งที่จะเลือกสวมใส่’”



แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มกราคม 2568


----------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

State of Jewelry Design: The Top 10 Jewelry Trends of the Past Decade, Available at  https://nationaljeweler.com/articles/13909-state-of-jewelry-design-the-top-10-jewelry-trends-of-the-past-decade



เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

แนวโน้มการออกแบบเครื่องประดับ: 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับในทศวรรษก่อน

Jan 21, 2026
1905 views
1 share

        เพื่อให้เข้ากับธีม “Decades” ของ JCK Las Vegas 2025 National Jeweler ขอย้อนกลับไปดู 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง

 

        เครื่องประดับประดับในภาพมีรูปแบบตาม 3 ใน 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับของทศวรรษที่ผ่านมา จากซ้ายไปขวา แหวนงูของ Harwell Godfrey สร้อยคอ Foundrae ซึ่งเป็นตัวอย่างของเทรนด์ #neckmess และสร้อยข้อมือ “Tiffany Titan โดย Pharrell Williams” ซึ่งเป็นสร้อยข้อมือ rose gold ประดับมุกแบบ unisex ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย

        การย้อนกลับไปดู 10 อันดับเทรนด์เครื่องประดับจากช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่เป็นการระลึกถึงอดีตแต่ยังเป็นวิธีหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลสิ่งที่อาจหวนกลับมาในวัฏจักรของเทรนด์อีกครั้งก็เป็นได้

        เนื่องจากธีมของ JCK Las Vegas คือ “Decades” การย้อนนึกถึงเทรนด์เครื่องประดับอันดับต้นๆ ของทศวรรษล่าสุดจึงยิ่งเป็นเรื่องที่ถูกเวลา

        ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 เทรนด์ต่างๆ ไม่ได้เป็นที่นิยมมากขึ้นเพียงแค่เพราะผู้บริโภคต้องการสวมใส่ตามอย่างคนอื่นๆ แต่พวกเขาเอนเอียงไปหาการออกแบบที่บอกเล่าเรื่องราวของตนเองและแสดงตัวตนของพวกเขาเอง

        “ฉันได้ยินนักออกแบบเรียกตัวเองว่า ‘นักเล่าเรื่อง’ มากขึ้น โดยพวกเขาผสมผสานผลงานเข้ากับความหมาย”  Bella Neyman ผู้ร่วมก่อตั้ง NYC Jewelry Week กล่าว

        “นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ฉันไม่คิดว่าได้มีการพูดถึงอย่างจริงจังในเครื่องประดับหรูมาก่อน เรื่องนี้เริ่มเป็นสิ่งแรกๆ ในความคิดของผู้คนยิ่งกว่าเดิม”

        ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตั้งแต่สไตล์ minimal ไปจนถึงสไตล์โดดเด่นเตะตา personalization สินค้า unisex และลุคแบบซ้อนหลายชั้นที่เล่าเรื่องราวล้วนเป็นเทรนด์ 10 อันดับแรกจากทศวรรษที่ผ่านมา

1. ชิ้นเล็กกระจิ๊ดริด 

 

  “จี้ทองคำเหลือง 14 กะรัต รุ่น ‘Itty Bitty Kitty’ ดวงตาประดับเพชรดำสองเม็ด โดย Collette Ishiyama จำหน่ายเฉพาะที่ Catbird (180 เหรียญสหรัฐ)”

        สไตล์ minimal เป็นสไตล์แรกๆ ในความคิดของทุกคนในช่วงเริ่มต้นของทศวรรษที่ผ่านมา โซ่เส้นบาง ต่างหูเม็ดกลม และแหวนเริ่มเข้ามายึดครองพื้นที่ในปี 2015 ถึง 2016

        ส่วนการประดับร่างกายด้วยอัญมณี โดยมีเพชรเม็ดเล็กและ micro pavé เป็นหลัก

        Neyman อธิบายว่าเป็น “เครื่องประดับที่เล็กจนแค่กระพริบตาก็จะมองไม่ทัน” 

        เครื่องประดับสไตล์ minimal มีขนาดเล็กและบอบบาง ขับเน้นรูปลักษณ์ของผู้สวมใส่เป็นสำคัญแทนที่จะบดบังลุคเครื่องประดับขนาดใหญ่เตะตาและการเรียงซ้อนกันซึ่งแพร่หลายทุกวันนี้ยังไม่ได้รับความสนใจในตอนนั้น เนื่องจากผู้ซื้อเลือกใช้เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

        Neyman ยกความดีความชอบให้กับ Catbird ในฐานะแบรนด์ที่เก่งกาจในเทรนด์นี้ ขณะที่นักออกแบบ Wing Yau ผู้ก่อตั้งของ Wwake ยังเป็นแถวหน้าของเทรนด์เครื่องประดับชิ้นเล็กพร้อมๆ กับให้การสนับสนุนความยั่งยืน

        แม้สไตล์ minimal อาจจะไม่อยู่ในอันดับแรกๆ ของวัฏจักรเทรนด์ในปี 2025 แต่ก็ยังมีกลุ่มแฟนตัวยง

        Sophie Bille Brahe เป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงในเรื่องเครื่องประดับ minimal และแบรนด์ของเธอกำลังมาแรง

        Bille Brahe เปิดร้านแห่งแรกในสหรัฐฯ ในนิวยอร์กซิตี้  เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 และเธอเป็นหนึ่งในสามนักสร้างสรรค์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Gem Award ในสาขาการออกแบบเครื่องประดับในปีนี้

        “ฉันไม่อยากจะพูดว่ากระแส minimal จางไปแล้ว แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เราหันไปหา ยุคเครื่องประดับชิ้นใหญ่กว่าและความนิยมเหล่านี้มักจะย้อนกลับไปกลับมาเสมอ” Neyman กล่าว

        “ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับการสร้างความโดดเด่นและแสดงตัวตนของเราโดยใช้เครื่องประดับช่วย”

2. ยิ่งใหญ่ยิ่งดี

        “Progression Hoops with Constellation Diamonds” ตัวเรือนทองคำ 18k ประดับเพชร 1.14 กะรัต (16,000 เหรียญสหรัฐ) ของ Made By Malyia

        ในขณะที่เวลากำลังเดินไป ความคลั่งไคล้ในสไตล์ minimal ได้เปิดทางให้ความต้องการสไตล์ที่โดดเด่นสะดุดตา โดยเฉพาะหลังจากรูปแบบที่เราปฏิสัมพันธ์กันนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในเดือนมีนาคม 2020

        แม้เครื่องประดับที่โดดเด่นดึงดูดสายตาจะไม่เคยล้าสมัย ตามข้อมูลจาก Malyia McNaughton ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักออกแบบและ CEO ของ Made By Malyia ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาความนิยมเครื่องประดับสไตล์นี้มาถึงจุดสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษปี 2020 

        ในช่วงที่โควิด-19 ทำให้เวลาหยุดเดินและเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของทุกคน ผู้คนสามารถติดต่อกับโลกภายนอกในรูปแบบเสมือนจริงเท่านั้น

        การติดต่อกันผ่าน Zoom เข้ามาแทนที่การประชุมตามปกติ และเครื่องประดับขนาดใหญ่สะดุดตากลายเป็นที่นิยมเพราะเห็นได้ชัดเจนทางหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน

        ต่างหูกลมเล็กและจี้ขนาดจิ๋วจะกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้นเครื่องประดับชิ้นใหญ่จึงจำเป็นสำหรับการสร้างจุดเด่นในแต่ละวัน

        “ตอนนี้ฉันเห็น [เครื่องประดับชิ้นใหญ่] มากขึ้นเพราะผู้คนหันมาชื่นชอบอัญมณีและตัวเรือนขนาดใหญ่ สิ่งที่มีน้ำหนัก ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า มีความหรูหราบางอย่าง” Neyman กล่าว

        เครื่องประดับทองชิ้นใหญ่ของทศวรรษปี 1980 และ 1990 กลับมาพร้อมกับลูกเล่นสมัยใหม่ นึกถึงต่างหูขนาดใหญ่ (ทรงห่วงเคาะประตู) cuff ไซส์ใหญ่ และสร้อยทองเส้นหนา

        สไตล์เด่นสะดุดตากำลังเป็นที่จับตามองในตลาดเจ้าสาวเช่นกัน โดยคาดว่าแหวนหน้ากว้างจะเป็นกระแสในแหวนหมั้น ในปี 2025

3. เครื่องประดับเฉพาะบุคคล (Personalization)

สร้อย “Cloud” ของ Alison Lou มีตัวอักษรทำด้วยเงินประดับเชือกถักสีแดง (425 เหรียญสหรัฐ)

        สินค้าเฉพาะบุคคลในเครื่องประดับไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เนื่องจากผู้คนใช้เครื่องประดับในการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว แต่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในรูปแบบที่หลากหลายตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

        “การใช้เครื่องประดับในการแสดงออกถึงตัวตน...การเรียกมันว่าเป็นเทรนด์นั้นน่าสนใจจริงๆ เพราะเป็นเรื่องที่อาจพูดถึงได้ไม่มากในแต่ละทศวรรษ” Neyman กล่าว

        สร้อยคออักษรย่อ สร้อยป้ายชื่อ และจี้ตัวเลขที่แสดงความรู้สึกผุดขึ้นมาพร้อมด้วยลูกเล่นใหม่ๆ ในการออกแบบ

        “หนึ่งในเทรนด์ที่สำคัญที่สุด [คือ] สร้อยคอตัวอักษรย่อ” Amanda Gizzi ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมของ Jewelers of America ซึ่งระบุว่าปี 2019 เป็นปีที่สไตล์นี้เป็นที่นิยมสูงสุด 

        สร้อยคออักษรย่อเป็นรูปแบบที่คลาสสิก โดยมีต้นกำเนิดมาจากสร้อยคอป้ายชื่อในยุคทศวรรษปี 1980 และย้อนกลับไปได้ไกลกว่านั้น เครื่องประดับเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่แถวหน้าอีกครั้งในช่วงต้นปี 2015 โดยมีนักออกแบบ เช่น Alex Woo ผู้ล่วงลับซึ่งสร้างสรรค์สร้อยคออักษรย่อตัวพิมพ์เล็กด้วยโลหะเงินและทอง

        ขณะที่ทศวรรษนี้ล่วงเลยไป สไตล์ดังกล่าวก็บูมขึ้นมา โดยกลายเป็น ฟอนต์ bubble ตัวหนา ผ่านแบรนด์ต่างๆ เช่น Brent Neale และ Alison Lou

        สร้อยคออักษรย่อนำเป็นเครื่องประดับที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นของตนเองโดยไม่ใช่การผลิตตามคำสั่งหรือ customization อย่างแท้จริง สร้อยคอเหล่านี้ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถดึงดูดลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่เหมือนใคร

        “เครื่องประดับเฉพาะบุคคล เป็นสิ่งที่ฉันมองว่ามีความโดดเด่นและกลายเป็นที่ต้องการ เพื่อสร้างจุดเด่นผ่านเครื่องประดับที่คนอื่นไม่มีและหากมีก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันกับของพวกเขา” McNaughton กล่าว

        เครื่องประดับ bespoke เองก็ไม่ใช่สินค้าใหม่ แต่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะผู้คนต้องการเครื่องประดับที่มีความหมายลึกซึ้งและมีลักษณะเฉพาะบุคคลมากขึ้น

        Randi Molofsky ผู้ก่อตั้ง For Future Reference ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนการพัฒนาแบรนด์ กล่าวว่า “เครื่องประดับแบบชิ้นเดียวในโลก กำลังก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า”

        “แทนที่ทุกคนจะพากันต้องการเครื่องประดับที่บ่งบอกสถานะชิ้นเดียวกัน ฉันคิดว่าชิ้นที่บ่งบอกสถานะแบบใหม่จะเป็นเครื่องประดับ bespoke”

4. การสักลายและเครื่องประดับแบบถาวร

“Forever Bracelet” แบบต่างๆ จาก Catbird (108 ถึง $398 เหรียญสหรัฐ)

        เครื่องประดับกลายเป็นแนวทางใหม่ในการสักลาย ซึ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2016 การเชื่อมเครื่องประดับติดถาวรรอบข้อมือหรือข้อเท้าได้กลายเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เครื่องประดับชิ้นนั้นมีเรื่องราวที่ผู้บริโภคยังคงใฝ่หาและสร้างโอกาสให้ผู้ค้าปลีกเปลี่ยนร้านค้าของตนให้เป็นประสบการณ์

        “[เครื่องประดับแบบถาวร] ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิงในสิ่งที่เครื่องประดับต้องเป็นและมันจะสร้างความสนุกสนานให้ผู้คนได้ทำร่วมกันได้อย่างไร มันกลายเป็นแนวทางพิเศษในการสร้างประสบการณ์สำหรับผู้คนเพื่อให้ได้ช่วงเวลาพิเศษร่วมกับคนที่พวกเขารัก” Gizzi กล่าว

        สร้อยได้รับการเชื่อมติดกันจนเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า และแม้แต่แหวน ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นแบบถาวร แทนที่จะต้องวุ่นวายกับขอเกี่ยวของเครื่องประดับที่ผู้บริโภครู้ว่าจะไม่ต้องการถอดออก

        แม้ว่าเครื่องประดับเหล่านี้จะทำขึ้นเพื่อให้สวมใส่ตลอดไป มันก็สามารถถอดออกได้ หากต้องการ และเชื่อมติดกลับมาใหม่ได้

        โดยทั่วไปผู้บริโภคเลือกสร้อยหนึ่งถึงสองเส้นเป็น “เครื่องประดับรอยสัก” ของตน แล้วจึงเรียงซ้อนกับเครื่องประดับอื่นๆ ที่ถอดออกได้เพื่อเปลี่ยนลุค

5. Layering (หรือ #neckmess)

 สร้อยคอ “Mind, Body, Soul” ของ Foundrae ซึ่งเป็น mixed-clip story ที่ทำจากทองคำ 18k โดยมีเหรียญห้าชิ้นประกอบด้วยทับทิม 0.80 กะรัต โอปอล 2.10 กะรัต และเพชรรวม 0.34 กะรัต (34,000 เหรียญสหรัฐ)

        นี่ คุณยังจำตอนที่ hashtag ฮิตได้ไหม?

        เรายังจำได้ และยังจำตอนที่ #neckmess มาแรงเหนือทุกอย่างได้อีกด้วย

        ต้องยกความดีให้กับนักออกแบบ Jessica Kagan Cushman ราวปี 2016 สแลงที่กลายเป็น hashtag หมายถึงเทรนด์ของการซ้อนสร้อยคอให้ได้มากที่สุด

        การใส่สร้อยคอซ้อนกันเป็นเทรนด์สำคัญเรื่อยมาจนเข้าสู่ปี 2020 และตลอดปี 2022 เนื่องจากเป็นสไตล์ที่เห็นได้มากที่สุดบน Zoom

        “แหวนอาจจะไม่เป็นที่นิยมเช่นที่ผ่านมาเพราะทุกคนใส่ถุงมือและทำงานจากบ้าน คุณจึงไม่สามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนคีย์บอร์ดได้” Neyman อธิบาย

        “neck mess” ทำให้ผู้คนเน้นเสื้อผ้าคอต่ำหรือเปิดไหล่ด้วยสร้อยคอสายโซ่ทองที่มีหน้ากว้างแตกต่างกันและคอลเลกชันจี้

        เทรนด์นี้เอื้อต่อการสร้างสรรค์จุดเด่นเตะตาขณะที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา เนื่องจากทุกคนทำงานจากบ้านเพราะความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19 ผู้คนจึงแสวงหาทุกทางที่จะปกป้องตัวเอง และเครื่องรางในรูปแบบ-ของชาร์ม จี้ และเหรียญต่างๆ ซึ่งรวมอยู่ในเทรนด์ neck mess ช่วยสยบความหวาดกลัวของพวกเขาได้

        “มันช่วยให้คุณออกไปข้างนอกอย่างมั่นใจ เพราะเป็นสิ่งที่คอยคุ้มครองคุณ” Neyman กล่าว โดยชี้ไปที่ดวงตาปีศาจเพื่อเป็นตัวอย่างของสัญลักษณ์ที่เชื่อว่าจะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากพลังงานลบ

        “เราทุกคนต้องการสิ่งที่จะสวมใส่บนร่างกายซึ่งช่วยทำให้ใจสงบและปกป้องเราเมื่อออกเดินทางไปในโลกกว้างที่มีสิ่งที่ยังไม่รู้”

        Foundrae เคย (และยังเป็น) แบรนด์ที่ต้องจับตามอง เนื่องจากนักออกแบบ Beth Hutchens ซึ่งเปิดตัวบริษัทของเธอในปี 2015 และชนะรางวัล Gem Award for Jewelry Design ในปี 2025 โดยเน้นที่ชาร์มและเครื่องประดับสะท้อนอารมณ์ที่ลูกค้าของเธอสามารถสร้างเรื่องราวของตนเองได้ Molofsky กล่าว

        Gizzi บรรยายถึงเทรนด์การสวมใส่สร้อยคอซ้อนทับกับเป็นชั้นๆ ในฐานะ “สร้อยข้อมือชาร์มแห่งทศวรรษ”

6. ‘Ear Story’ จากการคัดสรร

Ear cuff ของ Anita Ko ตัวเรือนทอง 18k ประดับเพชร pear-cut 3 เม็ด และแบบกลม 3 เม็ด (4,450 เหรียญสหรัฐ)

        การเจาะหูมากกว่าหนึ่งจุดไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่นเดียวกับการสักลาย การเจาะหูหลายจุดได้กลายเป็นแฟชั่นกระแสหลักมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

        ความคิดของการสร้างสรรค์เรื่องราวว่าด้วยเครื่องประดับหรูที่สวมใส่ติดหูเริ่มมีกระแสมากขึ้นในปี 2018

        “Ear Story” เป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงวิกฤติโรคระบาดเพราะต่างหูมองเห็นได้และช่วยสร้างกรอบให้กับใบหน้าเมื่ออยู่ในกล้องถ่ายภาพ

        นอกจากการใส่ต่างหูสไตล์ห่วงหรือต่างหูกลมเล็กเพียงแบบเดียวไล่จากติ่งหูขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงในช่วงทศวรรษปี 1990 ผู้บริโภคเลือกการผสมผสานสไตล์ต่างๆที่สะท้อนตัวตนของพวกเขา

        ต่างหูห่วงขนาดใหญ่ ห่วงแบบติดหู โซ่ แบบกลมขนาดเล็ก และประดับเพชรและอัญมณี ต่างเป็นตัวเลือกเมื่อนำเรื่องราวของต่างหูมาผสมผสานเข้าด้วยกันAnita Ko สร้างผลงานออกแบบในเทรนด์นี้ โดยมีเครื่องประดับเพชรแบบคลาสสิกที่สามารถใช้เล่าเรื่อง ส่วนต่างหูแบบกลมขนาดเล็ก McNaughton เน้นรูปแบบงูซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกบ่อยๆ 

        “จู่ๆ ก็มีร้านเจาะหูร้านใหม่ๆ เปิดขึ้นมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ ผู้คนยอมไปที่ไหนก็ได้เพื่อเจาะหู ทุกวันนี้ผู้บริโภคต้องการนักออกแบบและต้องการประสบการณ์การค้าปลีกที่มาพร้อมกับการซื้อเครื่องประดับ แต่พวกเขาต้องการเจาะหูที่นั่นด้วย” Gizzi กล่าว

        แบรนด์ต่างๆ อย่าง Maria Tash ซึ่งเป็นต้นแบบในวงการการเจาะ โดยเปิดตัวในปี 1993 และต่อมา Studs (ก่อตั้งในปี 2019) ผสมผสานการเจาะแบบมืออาชีพและเครื่องประดับหรูโดยร้านให้บริการเจาะโดยใช้เครื่องประดับของร้านเอง

        นอกจากนี้ พวกเขายังได้นำเสนอความสบายด้วยต่างหูกลมขนาดเล็กเนื่องจากผู้สวมใส่ต้องใส่ต่างหูติดหูไว้ตลอดเวลาจนกว่าจุดที่เจาะจะหายดี

        เทรนด์นี้คล้ายคลึงกับ neck mess เพราะผู้บริโภคคัดสรรเรื่องราวผ่านเครื่องประดับ แต่เทรนด์นี้มีความถาวรมากกว่าเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเจาะหูหลายจุด และแนวปฏิบัติที่ดีคือควรจะทำการเจาะหูเพียงครั้งละ 2-3 จุด เพราะต้องรอเวลาให้แผลหายก่อนที่จะเปลี่ยนเครื่องประดับได้

        ear cuff เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ไม่ต้องการเจาะหูเพิ่ม Neyman กล่าว ผู้ใช้สามารถใส่ ear cuff ซ้อนกันหรือใส่ร่วมกับต่างหูแบบเจาะที่มีอยู่แล้วได้

        McNaughton กล่าวว่าเทรนด์ Ear Story จะยังฮิตต่อไปเพราะผู้คนต้องการแนวทางที่แตกต่างออกไปในการตกแต่งตัวเอง

7. มนตร์เสน่ห์แห่งงูที่ไม่เสื่อมคลาย

 

“แหวน ‘Snake Giza’ ของ Harwell Godfrey ประดับด้วยแซปไฟร์แพดปารัดชา 5.09 กะรัต ล้อมรอบด้วยงูทองคำแท้ 18 กะรัตที่มีดวงตาเป็นเพชรรวม 0.06 กะรัต (ราคาแจ้งตามคำขอ)”

        มี motif ต่างๆ มากมายที่ได้รับความนิยมมากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 แต่ไม่มีแบบไหนที่โดดเด่นไม่เปลี่ยนอย่างงู

        “motif งูค่อนข้างจะเทียบได้กับ [ลายพิมพ์] เสือดาวในแฟชั่น คือไม่เคยหายไปไหน” McNaughton กล่าว

        งูปรากฏเด่นชัดในเครื่องประดับย้อนกลับไปได้ถึงยุคอียิปต์โบราณและมักจะเห็นได้ในเครื่องประดับวินเทจและของเก่า

        ตลอดทศวรรษ นักออกแบบใส่ลูกเล่นของตนเองลงไปใน motif งู โดยใช้เพชรและพลอยสีเป็นดวงตา สร้างสรรค์งูสองหัวที่ขดตัวเป็นกำไล หรือทำให้มีลักษณะเป็นงูที่กินหางตัวเอง ซึ่งเป็นรูปแบบโบราณที่เรียกว่า ouroboros สื่อถึงวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุดของการทำลายล้างและการเกิดใหม่

        ความนิยมที่ไม่เสื่อมคลายของงูเป็นหลักฐานว่าผู้บริโภคต้องการเครื่องประดับที่มีเรื่องราว บางสิ่งที่สามารถใช้ถ่ายทอดความหมายผ่านสัญลักษณ์ของพลัง การเติบโต การเกิดใหม่ การปกป้อง ความรู้ และรักนิรันดร์

        Gizzi เล่าถึงการได้เห็นความนิยมแหวนงูที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในปี 2018 แต่ความนิยมใน motif นี้กลับมาหลายครั้งตลอดทศวรรษ

        อีกปีหนึ่งที่เป็นปีของ motif งู คือปี 2023 เมื่อ Bulgari เฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 75 ของคอลเลกชัน “Serpenti” Gizzi กล่าวว่า “ไม่มีการเดินพรมแดงครั้งไหนที่จะไม่เห็นคนดังอย่างน้อย 3 คนสวมใส่เครื่องประดับคอลเลกชันนี้”

        motif นี้จะไม่หายไปไหนในเร็ววัน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 2025 เป็น ปีงูไม้ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน

8. ของเก่ากลับมามีมนตร์ขลัง

สร้อยข้อมือ Art Deco ของ For Future Reference Vintage ประดับเพชร 22 กะรัตบนตัวเรือนแพลทินัม (62,500 เหรียญสหรัฐ)

        สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเทรนด์ทั้งหมดของทศวรรษที่ผ่านมาคือการที่ผู้บริโภคต้องการเครื่องประดับที่บอกเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาเองหรือเลือกชิ้นที่สะท้อนเรื่องราวนั้นๆ

        เครื่องประดับวินเทจและชิ้นที่เป็นของเก่าตอบสนองความต้องการนั้นและ Art Deco เป็นสไตล์ที่ครองใจมหาชนมาตลอด

        “Art Deco เป็นสไตล์ที่เป็นที่จดจำ เหมาะสำหรับสะสม และคลาสสิกที่สุดตลอดกาล” Gizzi กล่าว “กระแส Art Deco เปลี่ยนแปลงเครื่องประดับตลอดกาล ดังนั้นจึงเป็นสไตล์ที่ทุกคนเลือกเสมอ”

        แนวดังกล่าวนี้ได้สร้างและทำให้ชิ้นงานคลาสสิกไม่เคยตกยุค ไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือเพชรเส้นเล็ก (ปัจจุบันเรียกว่า tennis bracelet) ไปจนถึงอัญมณีเจียระไนแบบมรกต

        วินเทจเป็นเทรนด์ที่สำคัญมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพราะความมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะชิ้นที่ไม่ระบุชื่อกำลังมาแรงในหมู่ผู้บริโภควัยหนุ่มสาว จากการสังเกตเห็นเทรนด์นี้ Molofsky จึงเปิดตัว For Future Reference Vintage ในปี 2024 ซึ่งเป็นคอลเลกชันเครื่องประดับที่ไม่ระบุชื่อแบบวินเทจและชิ้นที่เคยมีเจ้าของมาก่อน

        Neyman ให้เหตุผลว่า เครื่องประดับวินเทจได้รับความสนใจมากขึ้นเพราะเป็นเครื่องประดับที่มีเรื่องเล่าและเครื่องประดับมือสองอาจจะเป็นที่นิยม

        “ผู้คนมีความต้องการสิ่งที่ใช้เวลาในการสร้างสรรค์และเข้ากัน [กับความคิดว่า] ‘ฉันเป็นแค่หนึ่งในไม่กี่คนที่มีเครื่องประดับชิ้นนี้’ ” McNaughton กล่าว

        เทรนด์นี้ได้แทรกซึมเข้าไปในตลาดเจ้าสาวแล้วเช่นกัน โดยคาดว่า เพชรเจียระไนแบบวินเทจ จะเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของแหวนหมั้นในปีนี้

        เครื่องประดับ two-tone เป็นอีกเทรนด์หนึ่งในขอบเขตวินเทจซึ่งกลับมาฮิต เทรนด์นี้เป็นที่นิยมในต้นทวรรษปี 2000 และต่อมาอีกประมาณ 20 ปี และกำลังเริ่มแพร่เข้าสู่งานออกแบบอีกครั้ง

        การผสมผสานโทนสีร้อนและเย็น เช่น white gold และทองคำ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เพลิดเพลินและปรับแต่งรูปแบบเครื่องประดับทั้งหมดที่สะสมไว้

        “เราจะเห็นโลหะผสมกลับมามากขึ้น [เพราะ] นักออกแบบต้องการรักษาความคิดสร้างสรรค์และไม่ตกกระแส และการผสมผสานสิ่งต่างๆ ยังช่วยได้เสมอ” Molofsky กล่าว

        ราคาที่ถูกลงช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับเครื่องประดับวินเทจ แต่สไตล์ต่างๆ นี้ยังมีความเชื่อมโยงกับอดีตด้วยเช่นกัน

        “คนรุ่นต่างๆ เติบโตขึ้นและกำลังจะได้สวมใส่เครื่องประดับของคุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ [ของพวกเขา] ซึ่งมีไม่น้อยที่เป็นแบบ two-tone” Gizzi กล่าว

9. เพิ่มสีสัน

 

“แหวน ‘Baby Vine’ ของ Bea Bongiasca เคลือบอีนาเมลสีพิสตาชิโอบนตัวเรือนเงิน ประดับด้วยโทแพซทรงมาร์คีส์ 0.66 กะรัต ฝังในทองคำเหลือง 9 กะรัต (690 เหรียญสหรัฐ)”

        สีสันในเครื่องประดับเกิดขึ้นผ่านวัสดุต่างๆ เช่น โลหะมีค่า การตกแต่งผิว การลงยา และอัญมณีตลอดทศวรรษที่แล้วอัญมณีที่มีสีสันและความแปลกใหม่เป็นที่นิยม โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีสุดท้าย“เป็นเรื่องของผู้ผลิตเครื่องประดับที่ต้องการแสดงออกในรูปแบบใหม่ที่มีความก้าวหน้า” Neyman กล่าว “ความต้องการนี้จำเป็นต้องทดลองและศึกษามากขึ้น”

        ตั้งแต่ราวปี 2017 มีนักออกแบบนำแซปไฟร์ทุกเฉดสีมาใช้มากขึ้น โดยไม่จำกัดตัวเองไว้เพียงแค่เฉดสีน้ำเงินแบบดั้งเดิม

        สฟีน (Sphene) และเพริดอตเป็นตัวเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยม เพราะสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ Gizzi เน้นสปิเนลเป็นหนึ่งในอัญมณีที่เป็นไอคอนของทศวรรษ โดยตั้งข้อสังเกตว่าตอนนี้เธอเห็นสปิเนลขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามใน AGTA show ที่ Tucson

        โทนสีที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในอัญมณีแต่ละชนิดยังเปลี่ยนแปลงไปตลอดทศวรรษ

        สำหรับทัวร์มาลีน เป็นสีชมพูและเขียวคลาสสิกของทัวร์มาลีน watermelon ในช่วงต้นปี 2015 และ 2016 ทุกวันนี้ทัวร์มาลีนสีมิ้นต์กำลังมาแรง

        การเพิ่มเติมสีสันผ่านการลงยาเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่กลับเข้ามาจากทศวรรษก่อนหน้า การลงยาไม่เพียงแค่ทำให้นักออกแบบทดลองได้มากขึ้น อย่าง Melissa Kaye กับเครื่องประดับ งานลงยาสีนีออน แต่ยังเป็นวิธีการเติมสีสันให้กับชิ้นงานโดยใช้ต้นทุนน้อยกว่า เนื่องจากการลงยาทำลงบนโลหะเงินได้ดีกว่าทองคำ  

        Bea Bongiasca เป็นตัวอย่างที่เหมาะสมที่สุดของเทรนด์นี้ โดยนักออกแบบชาวอิตาลีผู้นี้ใช้การลงยาสีสันจัดจ้านขนาดใหญ่บนโลหะเงินในขณะที่โลหะในส่วนที่มองเห็นเป็นทองคำ ทำให้เกิดเป็นคอลเลกชัน งานออกแบบที่มีลูกเล่นสนุกสนาน ให้กับวงการเครื่องประดับ

        “ฉันได้เห็นการผสมผสานงานลงยากับงานตกแต่งผิวแบบต่างๆ บนทอง เช่น green gold หรือการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าเพื่อทำให้ทองมีสีและความรู้สึกที่แตกต่างออกไปนอกเหนือจากพลอยสี เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับเครื่องประดับ ฉันเชื่อจริงๆ ว่าจะมีการทดลองมากขึ้น” McNaughton บอกเธอกล่าวว่าผู้บริโภค Gen Z ที่ได้รับการกระตุ้นโดยการย้อนระลึกถึงทศวรรษปี 1990 และยุค Y2K  ต้องการเครื่องประดับหรูที่ใช้วัสดุที่มีลูกเล่น สีสัน และแหวกแนวมากขึ้น

10. เครื่องประดับหรูสำหรับทุกคน

 

“กำไลทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต จากคอลเลกชัน ‘Tiffany Titan by Pharrell Williams’ ประดับไข่มุกทาฮิติและเพชร (30,000 เหรียญสหรัฐ) (เครดิตภาพ: Tiffany & Co.)”

        แม้ว่าแต่เดิมจะมีการเชื่อมโยงเพศกับองค์ประกอบในการออกแบบ แต่การสวมใส่เครื่องประดับได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องปกติมากขึ้นในช่วงทศวรรษก่อน กฎระเบียบที่เคร่งครัดว่าสิ่งไหนคือ “เครื่องประดับสำหรับผู้ชาย” หรือ “เครื่องประดับผู้หญิง” นั้นไม่มีอีกแล้ว ที่สำคัญคือการสวมใส่เครื่องประดับอะไรก็ได้ตามความต้องการ

        สไตล์ unisex เป็นสิ่งที่แพร่หลายมากขึ้น ตอนนี้นักออกแบบเพิ่มเครื่องประดับผู้ชายเข้าไปในไลน์สินค้ามากขึ้น และผู้บริโภคที่เป็นผู้ชายกำลังทดลองกับสไตล์เครื่องประดับมากขึ้นยิ่งกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในยุคสมัยใหม่

        “ผู้ชายโดยทั่วไปกล้าเลือกใช้เครื่องประดับมากขึ้น โดยไม่ใช่แค่การติดเข็มกลัดบนพรมแดงแต่เป็นการใช้งานทุกวัน” Neyman กล่าว

        “มันเป็นการไม่รู้สึกหวาดกลัวที่จะเป็นตัวเอง ผู้ชายใช้เครื่องประดับที่แต่เดิมสงวนไว้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น”ผู้บริโภคที่ใช้เครื่องประดับในชีวิตประจำวันสามารถมองหาเครื่องประดับที่มีรูปแบบสำหรับผู้ชายจากแบรนด์ต่างๆ อย่าง Tabayer, Sylvie Jewelry, Lagos, State Property, John Hardy และ Gabriel & Co. 

        David Yurman เปิดตัว คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง สำหรับผู้ชายในปี 2024 และ คอลเลกชันล่าสุดของ Pharrell Williams กับ Tiffany & Co. สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้มุกตาฮิติบนตัวเรือน rose gold ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เมื่อก่อนผูกติดกับความเป็นผู้หญิง

        ตั้งแต่สร้อยโซ่เพชร Cuban ไปจนถึงเครื่องประดับมุกและลุคสไตล์ layering ตัวเลือกสินค้าของผู้ชายขยายขอบเขตกว้างออกไปมากกว่านาฬิกาข้อมือและแหวนแต่งงาน และผู้บริโภคก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของผู้ชายที่สวมใส่เครื่องประดับ

        Joc Pederson อดีตผู้เล่นตำแหน่ง outfielder ของ Atlanta Braves สวมสร้อยคอมุกตลอดการแข่งขันใน World Series ปี 2021 และนักกรีฑาระยะสั้นอย่าง Noah Lyles สวมสร้อยโซ่แบบโชกเกอร์เพชรหลากสีตอนที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งในรอบตัดสินการแข่งขันกรีฑา 100 เมตรชายในกีฬาโอลิมปิก ปี 2024 ที่ปารีส

        การที่นักกีฬาชื่อดังสวมใส่เครื่องประดับที่โดยทั่วไปมองว่าเป็นของสำหรับผู้หญิงเป็นใบเบิกทางให้ผู้ชายสามารถสวมใส่อะไรก็ตามที่ใจปรารถนา Gizzi กล่าว

        “พวกเขาแสดงออกถึงตัวตนมากขึ้นโดยใช้เครื่องประดับที่เลือกและไม่สนใจเรื่องการแบ่งแยกเพศอีกต่อไป มันเหมือนกับว่า ‘นี่คือสิ่งที่ชอบ และเป็นสิ่งที่จะเลือกสวมใส่’”



แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มกราคม 2568


----------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง

State of Jewelry Design: The Top 10 Jewelry Trends of the Past Decade, Available at  https://nationaljeweler.com/articles/13909-state-of-jewelry-design-the-top-10-jewelry-trends-of-the-past-decade



เอกสารแนบ

เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970
external-site