ราคาทองคำสูง กับโจทย์สำคัญของการบริโภคเครื่องประดับทอง

May 22, 2026
70 views
0 share

        ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อล้วนเป็นปัจจัยบวกให้ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้จะมีแรงเทขายกระทั่งราคาหลุดจากระดับ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ มาเคลื่อนไหวในระดับ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ทองคำถูกซื้อเพื่อสวมใส่และแสดงสถานะ กลับเริ่มถูกมองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อการลงทุนมากขึ้น ภาวะดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขความต้องการทองคำโลกในไตรมาสแรกของปี ที่แม้มูลค่าตลาดยังเติบโต แต่ปริมาณการซื้อทองรูปพรรณกลับหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

        รายงาน Gold Demand Trends Q1 2026 ของสภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดเผยว่า ความต้องการทองคำเพื่อเครื่องประดับทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 ลดลง 23% เหลือเพียง 299.7 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการซื้อ หรือหันไปเลือกสินค้าที่มีน้ำหนักเบาและราคาย่อมเยามากขึ้น แม้ปริมาณการบริโภคทองรูปพรรณจะลดลง แต่ในเชิงมูลค่ากลับพบว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นมูลค่าการใช้จ่ายไตรมาสแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงมีความต้องการถือครองทองคำ เพียงแต่ปรับรูปแบบการบริโภคให้เหมาะสมกับกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น

 

ภาพประกอบ จาก https://news.jewellerynet.com/

        ตลาดหลักอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยความต้องการทองรูปพรรณในจีนลดลงถึง 32% ขณะที่อินเดียลดลง 19% จากแรงกดดันด้านราคาทองคำและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดระดับบนยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายได้สูงที่ยังคงนิยมเครื่องประดับทองคำดีไซน์หรู งานฝีมือประณีต และสินค้ากลุ่ม Heritage Jewelry ขณะเดียวกัน ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มหันมาสนใจทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักเบาและงานออกแบบร่วมสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเครื่องประดับสำหรับตลาดทั่วไปและเครื่องประดับระดับไฮเอนด์ นอกจากนี้ ยังเห็นได้ว่า ผู้ซื้อที่มีรายได้สูงจะให้ความสำคัญกับน้ำหนักของทองคำโดยไม่คำนึงถึงราคา ในขณะที่กลุ่มลูกค้าทั่วไปจะลดการซื้อลง โดยอาจจำกัดจำนวนการซื้อหรือเลือกเครื่องประดับที่มีค่าความบริสุทธิ์ทองลดลง น้ำหนักเบากว่า

        อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญคือ การเปลี่ยนทิศทางของอุปสงค์จากเครื่องประดับไปสู่ “ทองคำเพื่อการลงทุน” โดยเฉพาะในเอเชีย ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อทองคำแท่ง เหรียญทอง หรือทองคำเพื่อการลงทุนที่มีค่ากำเหน็จและส่วนเพิ่มทางการตลาดต่ำกว่าเครื่องประดับ ส่งผลให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ขณะที่หลายประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทย มียอดการลงทุนทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของโลก 

        สำหรับผู้ประกอบการไทย วิกฤตครั้งนี้กระตุ้นเตือนให้ปรับเปลี่ยนจากการขายแบบเดิม ด้วยการก้าวข้ามการแข่งขันแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงน้ำหนักทองและราคา สู่การใช้ความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของแบรนด์เป็นเข็มทิศสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานสินค้าสู่กลุ่มเครื่องประดับที่มีน้ำหนักเบาแต่ดูดี ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยเพื่อลดการใช้เนื้อทองแต่ยังคงความประณีตไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ ต้องไม่ละทิ้งกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและยังคงนิยมทองคำน้ำหนักมาก (1 บาทขึ้นไป) โดยการยกระดับงานฝีมือประณีต (High-end Craftsmanship) และการนำเสนอเรื่องราวและการสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจะช่วยให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มทางจิตใจที่เหนือกว่าราคาตลาด เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและเปิดรับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังคงโหยหาความงามของเครื่องประดับทองคำได้อย่างต่อเนื่อง



จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

พฤษภาคม 2569





------------------------------------------


ข้อมูลอ้างอิง

1) Jewellery Net. May 2026. Q1 gold jewellery demand at lowest since Covid – WGC. [Online]. Available at: https://news.jewellerynet.com/en/jnanews/news/27114/050426-Q1-jewellery-demand-at-lowest-since-Covid--WGC/. (Retrieved May 12,2026).







เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


ราคาทองคำสูง กับโจทย์สำคัญของการบริโภคเครื่องประดับทอง

May 22, 2026
70 views
0 share

        ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อล้วนเป็นปัจจัยบวกให้ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2569 แม้จะมีแรงเทขายกระทั่งราคาหลุดจากระดับ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ มาเคลื่อนไหวในระดับ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ทองคำถูกซื้อเพื่อสวมใส่และแสดงสถานะ กลับเริ่มถูกมองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อการลงทุนมากขึ้น ภาวะดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขความต้องการทองคำโลกในไตรมาสแรกของปี ที่แม้มูลค่าตลาดยังเติบโต แต่ปริมาณการซื้อทองรูปพรรณกลับหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

        รายงาน Gold Demand Trends Q1 2026 ของสภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิดเผยว่า ความต้องการทองคำเพื่อเครื่องประดับทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 ลดลง 23% เหลือเพียง 299.7 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการซื้อ หรือหันไปเลือกสินค้าที่มีน้ำหนักเบาและราคาย่อมเยามากขึ้น แม้ปริมาณการบริโภคทองรูปพรรณจะลดลง แต่ในเชิงมูลค่ากลับพบว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นมูลค่าการใช้จ่ายไตรมาสแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงมีความต้องการถือครองทองคำ เพียงแต่ปรับรูปแบบการบริโภคให้เหมาะสมกับกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น

 

ภาพประกอบ จาก https://news.jewellerynet.com/

        ตลาดหลักอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยความต้องการทองรูปพรรณในจีนลดลงถึง 32% ขณะที่อินเดียลดลง 19% จากแรงกดดันด้านราคาทองคำและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดระดับบนยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายได้สูงที่ยังคงนิยมเครื่องประดับทองคำดีไซน์หรู งานฝีมือประณีต และสินค้ากลุ่ม Heritage Jewelry ขณะเดียวกัน ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มหันมาสนใจทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักเบาและงานออกแบบร่วมสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเครื่องประดับสำหรับตลาดทั่วไปและเครื่องประดับระดับไฮเอนด์ นอกจากนี้ ยังเห็นได้ว่า ผู้ซื้อที่มีรายได้สูงจะให้ความสำคัญกับน้ำหนักของทองคำโดยไม่คำนึงถึงราคา ในขณะที่กลุ่มลูกค้าทั่วไปจะลดการซื้อลง โดยอาจจำกัดจำนวนการซื้อหรือเลือกเครื่องประดับที่มีค่าความบริสุทธิ์ทองลดลง น้ำหนักเบากว่า

        อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญคือ การเปลี่ยนทิศทางของอุปสงค์จากเครื่องประดับไปสู่ “ทองคำเพื่อการลงทุน” โดยเฉพาะในเอเชีย ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อทองคำแท่ง เหรียญทอง หรือทองคำเพื่อการลงทุนที่มีค่ากำเหน็จและส่วนเพิ่มทางการตลาดต่ำกว่าเครื่องประดับ ส่งผลให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ขณะที่หลายประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทย มียอดการลงทุนทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของโลก 

        สำหรับผู้ประกอบการไทย วิกฤตครั้งนี้กระตุ้นเตือนให้ปรับเปลี่ยนจากการขายแบบเดิม ด้วยการก้าวข้ามการแข่งขันแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงน้ำหนักทองและราคา สู่การใช้ความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของแบรนด์เป็นเข็มทิศสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานสินค้าสู่กลุ่มเครื่องประดับที่มีน้ำหนักเบาแต่ดูดี ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยเพื่อลดการใช้เนื้อทองแต่ยังคงความประณีตไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ ต้องไม่ละทิ้งกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและยังคงนิยมทองคำน้ำหนักมาก (1 บาทขึ้นไป) โดยการยกระดับงานฝีมือประณีต (High-end Craftsmanship) และการนำเสนอเรื่องราวและการสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจะช่วยให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มทางจิตใจที่เหนือกว่าราคาตลาด เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและเปิดรับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังคงโหยหาความงามของเครื่องประดับทองคำได้อย่างต่อเนื่อง



จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

พฤษภาคม 2569





------------------------------------------


ข้อมูลอ้างอิง

1) Jewellery Net. May 2026. Q1 gold jewellery demand at lowest since Covid – WGC. [Online]. Available at: https://news.jewellerynet.com/en/jnanews/news/27114/050426-Q1-jewellery-demand-at-lowest-since-Covid--WGC/. (Retrieved May 12,2026).







เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970