รายงานภาวะการค้าและอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2569

Sep 4, 2026
56 views
0 share

1) มาตรา 301 ของสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อการค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก

สหรัฐฯ เดินหน้าบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กับประเทศคู่ค้า 60 แห่ง โดยกำหนดอัตราภาษีเพิ่มเติม 10% หรือ 12.5% ขึ้นอยู่กับประเทศและเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกกำหนดอัตรา 10% ภายใต้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวเพิ่มต้นทุนการส่งออกและทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และมาตรฐานด้านแรงงานมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

2) สหรัฐฯ จับตาภาษีนำเข้าอัญมณีสีและไข่มุก กระทบผู้ส่งออกทั่วโลก

สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเก็บภาษีนำเข้าอัญมณีสีและไข่มุกเลี้ยงเพิ่มเติม โดยข้อเสนอเบื้องต้นครอบคลุมประเทศจำนวนมาก รวมถึงไทย อินเดีย และศรีลังกา ขณะที่อัญมณีสีเจียระไนจากบราซิลถูกกำหนดภาษี 25% แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนต่อผู้ประกอบการ เนื่องจากอาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นและกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอัญมณีสีซึ่งไทยมีฐานการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ

3) อินเดียขึ้นภาษีนำเข้าทองคำ 15% กระตุ้นตลาดนอกระบบและกดดันความต้องการเครื่องประดับ

การปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำของอินเดียเป็น 15% ประกอบกับภาษีสินค้าและบริการอีก 3% ทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างทองคำในประเทศกับตลาดโลกเพิ่มขึ้น และส่งผลให้การลักลอบนำเข้าทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า การนำเข้าทองคำอย่างเป็นทางการของอินเดียในไตรมาส 2 ลดลง 23% เหลือ 98.1 ตัน ขณะที่ความต้องการทองคำโดยรวมลดลง 6% เหลือ 131.4 ตัน โดยเฉพาะความต้องการเครื่องประดับที่ได้รับผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้น สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงของการใช้นโยบายภาษีสูงเพื่อควบคุมการนำเข้าโลหะมีค่า

4) ดูไบทำสถิติการค้าเพชรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการค้าโลก

ดูไบมีมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเพชรรวมในปี 2568 สูงถึง 41,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณการค้าเพิ่มขึ้น 43% เป็น 359.5 ล้านกะรัต โดยเพชรธรรมชาติคิดเป็น 96% ของมูลค่าการค้า ทั้งนี้ การค้าเพชรสีมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 48% แตะระดับ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จของดูไบในการพัฒนาระบบนิเวศการค้าอัญมณีที่เชื่อมโยงทั้งการนำเข้า การส่งออก การประมูล การเงิน และบริการสนับสนุน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยในการยกระดับจากฐานการผลิตไปสู่ศูนย์กลางการค้า

5) De Beers ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รับมือวิกฤตราคาเพชรธรรมชาติ

De Beers เดินหน้าลดต้นทุนและปรับโครงสร้างธุรกิจ หลังตลาดเพชรธรรมชาติเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวและการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ บริษัทลดค่าใช้จ่ายประจำปีได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมหยุดการผลิตที่เหมือง Venetia ในแอฟริกาใต้เป็นเวลา 2 ปี พร้อมชะลอการลงทุนบางส่วน ขณะเดียวกันยังคงลงทุนด้านการตลาดเพื่อกระตุ้นความต้องการเพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะเพชรคุณภาพสูง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดเพชรกำลังเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลทั้งด้านอุปทาน ราคา และพฤติกรรมผู้บริโภค

6) ราคาเพชรสังเคราะห์ขายส่งลดลง 13% ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การแข่งขัน

ราคาเพชรสังเคราะห์ในตลาดขายส่งไตรมาส 2/2569 ลดลงเฉลี่ย 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเพชรทรงกลมขนาด 1.50–1.99 กะรัตลดลง 11% และขนาด 2 กะรัตลดลงถึง 20% ขณะที่เพชรขนาด 1 กะรัตกลับเพิ่มขึ้น 1% และราคาเพชรสังเคราะห์ในภาพรวมลดลงถึง 96% นับตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนีในปี 2561 การลดลงของราคายังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เพชรสังเคราะห์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเพชรธรรมชาติ โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องแข่งขันด้วยการสร้างความแตกต่างด้านการออกแบบ คุณค่า และเรื่องราวของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

7) ร้านเครื่องประดับอินเดียยังเติบโต แม้ราคาทองคำพุ่งสูง

ผู้ประกอบการเครื่องประดับรายใหญ่ของอินเดียสามารถรักษาการเติบโตได้แม้ราคาทองคำอยู่ในระดับสูง โดย Kalyan Jewellers มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 38% และ P.N. Gadgil Jewellers เพิ่มขึ้น 41% ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569/70 ขณะที่ผู้บริโภคหันไปซื้อเครื่องประดับน้ำหนักเบาและทองที่มีเปอร์เซ็นต์ทองต่ำลงมากขึ้น นอกจากนี้ การขายผ่านช่องทางดิจิทัลและการนำทองเก่ากลับเข้าสู่ระบบยังมีบทบาทเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าผู้ประกอบการสามารถรักษาความต้องการได้ด้วยการปรับสินค้า ช่องทางจำหน่าย และรูปแบบการซื้อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนไป

8) อินเดียเดินหน้าดึงการค้าเพชรดิบกลับประเทศด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี 15 ปี

อินเดียออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นเวลา 15 ปีสำหรับบริษัทต่างชาติบางประเภทที่นำเพชรดิบเข้ามาซื้อขายผ่านเขตพิเศษในมุมไบและสุรัต ครอบคลุมบริษัทเหมืองแร่ นายหน้า ผู้รวบรวม ผู้จัดประมูล และผู้ซื้อที่ได้รับการรับรอง โดยมีเป้าหมายดึงกิจกรรมการซื้อขายเพชรดิบจากดูไบและแอนต์เวิร์ปกลับเข้าสู่อินเดีย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเจียระไนรายย่อยสามารถเข้าถึงเพชรดิบได้โดยตรงมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้เป็นทั้งความท้าทายและบทเรียนสำหรับไทยในการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่สามารถดึงดูดผู้ซื้อ ผู้ขาย วัตถุดิบ และกิจกรรมการค้าเข้ามาอยู่ในประเทศ

9) จีนยอดขายทองคำ เงิน และเครื่องประดับเดือนกรกฎาคมลดลง 10.1%

ยอดค้าปลีกทองคำ เงิน และเครื่องประดับของจีนในเดือนกรกฎาคมลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากที่ลดลง 3.4% ในเดือนมิถุนายน สะท้อนผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวและความผันผวนของราคาทองคำ แม้มูลค่าการจำหน่ายสะสมในช่วง 7 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 0.7% แต่การเติบโตชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก สถานการณ์ดังกล่าวชี้ว่าราคาทองคำที่สูงอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อหรือปรับไปสู่สินค้าที่มีน้ำหนักน้อยลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตาม เนื่องจากจีนเป็นตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับรายใหญ่ของโลก

10) การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยครึ่งปีแรกโต 20.74% แต่ทองคำยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มีมูลค่า 16,916.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.74% และคิดเป็น 8.60% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากหักทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปออก มูลค่าการส่งออกที่แท้จริงอยู่ที่ 8,253.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.58% สะท้อนว่าการเติบโตของการส่งออกในภาพรวมยังได้รับแรงหนุนอย่างมากจากทองคำ ขณะที่สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงยังขยายตัวในระดับที่ดี

11) กาตาร์เชื่อมตลาดเพชรเอเชีย จับมือศูนย์กลางการค้าในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ และโตเกียว

Qatar Diamond Exchange ลงนามบันทึกความเข้าใจกับตลาดซื้อขายเพชรในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ และโตเกียว เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการค้า การประมูล การจัดแสดงสินค้า และกิจกรรมทางธุรกิจระหว่างสมาชิกของแต่ละตลาด พร้อมส่งเสริมมาตรฐานด้านความรับผิดชอบและความโปร่งใส ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการแข่งขันของศูนย์กลางการค้าเพชรที่กำลังเปลี่ยนจากการมีเพียงตลาดซื้อขายไปสู่การสร้าง “เครือข่ายตลาด” ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย และบริการระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยควรจับตามองในการพัฒนาศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาค

12) World Gold Council เสนอแผน 20 ปี ดันอินเดียสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจทองคำระดับโลก

World Gold Council เปิดตัวแผน “Swarnim Udaan 2047” เพื่อยกระดับบทบาททองคำในเศรษฐกิจอินเดีย โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำจากเหมืองภายในประเทศเป็น 10–15% ของความต้องการ ดึงทองคำภาคครัวเรือน 10–15% เข้าสู่ระบบการเงินอย่างเป็นทางการ และผลักดันให้อินเดียเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมเสนอจัดตั้ง National Gold Board และ Gold Innovation Centre เพื่อประสานนโยบายและส่งเสริมนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ทองคำ แนวทางดังกล่าวน่าสนใจอย่างมากสำหรับไทย เพราะสะท้อนการมอง “ทองคำ” ในฐานะระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมการผลิต การกลั่น การค้า การเงิน การส่งออก และเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงสินค้าเพื่อการออมและการลงทุน

        โดยภาพรวม ข่าวในช่วง กรกฎาคม–สิงหาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มสำคัญ 4 ประการ คือ (1) การค้าโลกมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและกฎระเบียบใหม่ โดยเฉพาะของสหรัฐฯ (2) ราคาทองคำสูงกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบสินค้า (3) ตลาดเพชรกำลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จากแรงกดดันของเพชรสังเคราะห์และการลดลงของราคาเพชรธรรมชาติ และ (4) การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านการผลิตไปสู่การแข่งขันด้าน “ระบบนิเวศทางการค้า” เห็นได้ชัดจากดูไบ กาตาร์ และอินเดียที่เร่งสร้างสิทธิประโยชน์ โครงสร้างตลาด และเครือข่ายการค้าเพื่อดึงกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงเข้าประเทศ

        สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ควรจับตามองเป็นพิเศษคือ ภาษีสหรัฐฯ ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้าโลก โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการค้า มาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

สิงหาคม 2569



------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง: ข่าวธุรกิจรายวันจาก https://infocenter.git.or.th/th/category/business-news?page=1



เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


รายงานภาวะการค้าและอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2569

Sep 4, 2026
56 views
0 share

1) มาตรา 301 ของสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อการค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก

สหรัฐฯ เดินหน้าบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กับประเทศคู่ค้า 60 แห่ง โดยกำหนดอัตราภาษีเพิ่มเติม 10% หรือ 12.5% ขึ้นอยู่กับประเทศและเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกกำหนดอัตรา 10% ภายใต้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวเพิ่มต้นทุนการส่งออกและทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และมาตรฐานด้านแรงงานมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

2) สหรัฐฯ จับตาภาษีนำเข้าอัญมณีสีและไข่มุก กระทบผู้ส่งออกทั่วโลก

สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเก็บภาษีนำเข้าอัญมณีสีและไข่มุกเลี้ยงเพิ่มเติม โดยข้อเสนอเบื้องต้นครอบคลุมประเทศจำนวนมาก รวมถึงไทย อินเดีย และศรีลังกา ขณะที่อัญมณีสีเจียระไนจากบราซิลถูกกำหนดภาษี 25% แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนต่อผู้ประกอบการ เนื่องจากอาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นและกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอัญมณีสีซึ่งไทยมีฐานการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ

3) อินเดียขึ้นภาษีนำเข้าทองคำ 15% กระตุ้นตลาดนอกระบบและกดดันความต้องการเครื่องประดับ

การปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำของอินเดียเป็น 15% ประกอบกับภาษีสินค้าและบริการอีก 3% ทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างทองคำในประเทศกับตลาดโลกเพิ่มขึ้น และส่งผลให้การลักลอบนำเข้าทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า การนำเข้าทองคำอย่างเป็นทางการของอินเดียในไตรมาส 2 ลดลง 23% เหลือ 98.1 ตัน ขณะที่ความต้องการทองคำโดยรวมลดลง 6% เหลือ 131.4 ตัน โดยเฉพาะความต้องการเครื่องประดับที่ได้รับผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้น สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงของการใช้นโยบายภาษีสูงเพื่อควบคุมการนำเข้าโลหะมีค่า

4) ดูไบทำสถิติการค้าเพชรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการค้าโลก

ดูไบมีมูลค่าการนำเข้าและส่งออกเพชรรวมในปี 2568 สูงถึง 41,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณการค้าเพิ่มขึ้น 43% เป็น 359.5 ล้านกะรัต โดยเพชรธรรมชาติคิดเป็น 96% ของมูลค่าการค้า ทั้งนี้ การค้าเพชรสีมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 48% แตะระดับ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จของดูไบในการพัฒนาระบบนิเวศการค้าอัญมณีที่เชื่อมโยงทั้งการนำเข้า การส่งออก การประมูล การเงิน และบริการสนับสนุน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยในการยกระดับจากฐานการผลิตไปสู่ศูนย์กลางการค้า

5) De Beers ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รับมือวิกฤตราคาเพชรธรรมชาติ

De Beers เดินหน้าลดต้นทุนและปรับโครงสร้างธุรกิจ หลังตลาดเพชรธรรมชาติเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวและการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ บริษัทลดค่าใช้จ่ายประจำปีได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมหยุดการผลิตที่เหมือง Venetia ในแอฟริกาใต้เป็นเวลา 2 ปี พร้อมชะลอการลงทุนบางส่วน ขณะเดียวกันยังคงลงทุนด้านการตลาดเพื่อกระตุ้นความต้องการเพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะเพชรคุณภาพสูง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดเพชรกำลังเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลทั้งด้านอุปทาน ราคา และพฤติกรรมผู้บริโภค

6) ราคาเพชรสังเคราะห์ขายส่งลดลง 13% ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การแข่งขัน

ราคาเพชรสังเคราะห์ในตลาดขายส่งไตรมาส 2/2569 ลดลงเฉลี่ย 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเพชรทรงกลมขนาด 1.50–1.99 กะรัตลดลง 11% และขนาด 2 กะรัตลดลงถึง 20% ขณะที่เพชรขนาด 1 กะรัตกลับเพิ่มขึ้น 1% และราคาเพชรสังเคราะห์ในภาพรวมลดลงถึง 96% นับตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนีในปี 2561 การลดลงของราคายังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เพชรสังเคราะห์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเพชรธรรมชาติ โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องแข่งขันด้วยการสร้างความแตกต่างด้านการออกแบบ คุณค่า และเรื่องราวของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

7) ร้านเครื่องประดับอินเดียยังเติบโต แม้ราคาทองคำพุ่งสูง

ผู้ประกอบการเครื่องประดับรายใหญ่ของอินเดียสามารถรักษาการเติบโตได้แม้ราคาทองคำอยู่ในระดับสูง โดย Kalyan Jewellers มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 38% และ P.N. Gadgil Jewellers เพิ่มขึ้น 41% ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569/70 ขณะที่ผู้บริโภคหันไปซื้อเครื่องประดับน้ำหนักเบาและทองที่มีเปอร์เซ็นต์ทองต่ำลงมากขึ้น นอกจากนี้ การขายผ่านช่องทางดิจิทัลและการนำทองเก่ากลับเข้าสู่ระบบยังมีบทบาทเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าผู้ประกอบการสามารถรักษาความต้องการได้ด้วยการปรับสินค้า ช่องทางจำหน่าย และรูปแบบการซื้อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนไป

8) อินเดียเดินหน้าดึงการค้าเพชรดิบกลับประเทศด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี 15 ปี

อินเดียออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นเวลา 15 ปีสำหรับบริษัทต่างชาติบางประเภทที่นำเพชรดิบเข้ามาซื้อขายผ่านเขตพิเศษในมุมไบและสุรัต ครอบคลุมบริษัทเหมืองแร่ นายหน้า ผู้รวบรวม ผู้จัดประมูล และผู้ซื้อที่ได้รับการรับรอง โดยมีเป้าหมายดึงกิจกรรมการซื้อขายเพชรดิบจากดูไบและแอนต์เวิร์ปกลับเข้าสู่อินเดีย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเจียระไนรายย่อยสามารถเข้าถึงเพชรดิบได้โดยตรงมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้เป็นทั้งความท้าทายและบทเรียนสำหรับไทยในการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่สามารถดึงดูดผู้ซื้อ ผู้ขาย วัตถุดิบ และกิจกรรมการค้าเข้ามาอยู่ในประเทศ

9) จีนยอดขายทองคำ เงิน และเครื่องประดับเดือนกรกฎาคมลดลง 10.1%

ยอดค้าปลีกทองคำ เงิน และเครื่องประดับของจีนในเดือนกรกฎาคมลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากที่ลดลง 3.4% ในเดือนมิถุนายน สะท้อนผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวและความผันผวนของราคาทองคำ แม้มูลค่าการจำหน่ายสะสมในช่วง 7 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 0.7% แต่การเติบโตชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก สถานการณ์ดังกล่าวชี้ว่าราคาทองคำที่สูงอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อหรือปรับไปสู่สินค้าที่มีน้ำหนักน้อยลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตาม เนื่องจากจีนเป็นตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับรายใหญ่ของโลก

10) การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยครึ่งปีแรกโต 20.74% แต่ทองคำยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มีมูลค่า 16,916.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.74% และคิดเป็น 8.60% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากหักทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปออก มูลค่าการส่งออกที่แท้จริงอยู่ที่ 8,253.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.58% สะท้อนว่าการเติบโตของการส่งออกในภาพรวมยังได้รับแรงหนุนอย่างมากจากทองคำ ขณะที่สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงยังขยายตัวในระดับที่ดี

11) กาตาร์เชื่อมตลาดเพชรเอเชีย จับมือศูนย์กลางการค้าในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ และโตเกียว

Qatar Diamond Exchange ลงนามบันทึกความเข้าใจกับตลาดซื้อขายเพชรในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ และโตเกียว เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการค้า การประมูล การจัดแสดงสินค้า และกิจกรรมทางธุรกิจระหว่างสมาชิกของแต่ละตลาด พร้อมส่งเสริมมาตรฐานด้านความรับผิดชอบและความโปร่งใส ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการแข่งขันของศูนย์กลางการค้าเพชรที่กำลังเปลี่ยนจากการมีเพียงตลาดซื้อขายไปสู่การสร้าง “เครือข่ายตลาด” ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย และบริการระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยควรจับตามองในการพัฒนาศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาค

12) World Gold Council เสนอแผน 20 ปี ดันอินเดียสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจทองคำระดับโลก

World Gold Council เปิดตัวแผน “Swarnim Udaan 2047” เพื่อยกระดับบทบาททองคำในเศรษฐกิจอินเดีย โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำจากเหมืองภายในประเทศเป็น 10–15% ของความต้องการ ดึงทองคำภาคครัวเรือน 10–15% เข้าสู่ระบบการเงินอย่างเป็นทางการ และผลักดันให้อินเดียเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมเสนอจัดตั้ง National Gold Board และ Gold Innovation Centre เพื่อประสานนโยบายและส่งเสริมนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ทองคำ แนวทางดังกล่าวน่าสนใจอย่างมากสำหรับไทย เพราะสะท้อนการมอง “ทองคำ” ในฐานะระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมการผลิต การกลั่น การค้า การเงิน การส่งออก และเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงสินค้าเพื่อการออมและการลงทุน

        โดยภาพรวม ข่าวในช่วง กรกฎาคม–สิงหาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มสำคัญ 4 ประการ คือ (1) การค้าโลกมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและกฎระเบียบใหม่ โดยเฉพาะของสหรัฐฯ (2) ราคาทองคำสูงกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบสินค้า (3) ตลาดเพชรกำลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จากแรงกดดันของเพชรสังเคราะห์และการลดลงของราคาเพชรธรรมชาติ และ (4) การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านการผลิตไปสู่การแข่งขันด้าน “ระบบนิเวศทางการค้า” เห็นได้ชัดจากดูไบ กาตาร์ และอินเดียที่เร่งสร้างสิทธิประโยชน์ โครงสร้างตลาด และเครือข่ายการค้าเพื่อดึงกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงเข้าประเทศ

        สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ควรจับตามองเป็นพิเศษคือ ภาษีสหรัฐฯ ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้าโลก โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการค้า มาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

สิงหาคม 2569



------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง: ข่าวธุรกิจรายวันจาก https://infocenter.git.or.th/th/category/business-news?page=1



เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970