ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

ความตกลง CEPA อินเดีย-ยูเออี ผลต่ออัญมณีและเครื่องประดับไทย

Oct 27, 2023
738 views
0 share

        อินเดียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ในการประชุมสุดยอด India-UAE Virtual Summit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยมีผลบังคับใช้ในการลดและยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 เป็นต้นมานั้น ทำให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียมีแต้มต่อในตลาดยูเออีมากขึ้น และใช้ยูเออีเป็นประตูสู่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ในขณะที่ไทยอาจเสียเปรียบอินเดียในเรื่องของต้นทุนสินค้าที่สูงกว่าจากภาษีนำเข้าในอัตราปกติ โดยเฉพาะสินค้าที่อินเดียมีศักยภาพอย่างเครื่องประดับทอง ที่อาจทำให้การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเครื่องประดับทองในยูเออีทำได้ยากขึ้น แต่สินค้าศักยภาพของไทยอย่างพลอยสีจะไม่ได้รับผลกระทบจากความตกลงนี้ และไทยน่าจะส่งออกพลอยสีไปยังอินเดียและยูเออีได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันไทยจะได้รับผลดีจากการส่งออกวัตถุดิบและสินค้ากึ่งวัตถุดิบไปยังอินเดียเพื่อส่งออกต่อและแปรรูปเป็นเครื่องประดับส่งออกไปยังยูเออีและตลาดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 

ความตกลง CEPA อินเดีย-ยูเออี

ความตกลง CEPA ระหว่างอินเดียและยูเออี มีสาระสำคัญในการลดและยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันครอบคลุมสินค้ากว่า 80% ของการค้าสินค้าทั้งหมด โดยอินเดียทยอยลดภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งมีภาษีนำเข้าสูงสุด 25% เป็น 0 ภายใน 10 ปี ส่วนยูเออีลดภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากเดิมสูงสุดไม่เกิน 5% เป็น 0 ทั้งหมดทันทีที่มีผลบังคับใช้ปรากฎรายละเอียดตามตาราง รวมถึงขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี มีมาตรการป้องกันกรณีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศผู้ผลิต (Local Content) ไม่น้อยกว่า 40% ของสินค้าที่ส่งออกระหว่างกัน ตลอดจนกฎระเบียบเกี่ยวกับการตรวจเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) โดยความตกลงฉบับดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้มีการค้าระหว่างกันเป็นมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่การค้าระหว่างอินเดียและยูเออีในปี 2019 มีมูลค่าราว 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มมูลค่าการค้าภาคบริการเป็น 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 5 ปี 

"เป้าหมายของ CEPA อินเดีย-ยูเออี เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้า บริการ 

รวมถึงการลงทุน และจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นล้านตำแหน่งในอินเดียและยูเออี"

ตารางอัตราภาษีนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียและยูเออี


ที่มา: www.worldtariff.com และ Department of Commerce, Ministry of Commerce and Industry (Government of India) 

        นอกจากภาษีนำเข้าแล้วอินเดียและยูเออียังมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย โดยอินเดียใช้ระบบ GST (Goods and Services Tax) ในอัตรา 0.25% – 3% ดังนี้ เพชรก้อน พลอยก้อน และอัญมณีสังเคราะห์ถูกเก็บ GST ในอัตรา0.25% เพชรเจียระไนถูกเก็บ GST ที่ 1.5% ส่วนสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่เหลือถูกเก็บ GST ในอัตรา 3% ในขณะที่ยูเออีเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกสินค้าในอัตราเดียวกันที่ 5%

ภาพรวมการค้าระหว่างอินเดียและยูเออี

จากสถิติของ Global Trade Atlas พบว่า นับจากปี 2019 ถึงปี 2022 การค้าระหว่างอินเดียและยูเออีขยายตัวขึ้นโดยตลอด ในปี 2022 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 84,228 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงครึ่งหลังปี 2022 ที่มีการลงนาม CEPA แล้วมูลค่าการค้าสินค้ารวมระหว่างอินเดียกับยูเออีเพิ่มขึ้นราว 13% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 42,083 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่มีมูลค่า 37,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยูเออีเป็นตลาดส่งออกในอันดับ 2 ของอินเดีย รองจากสหรัฐอเมริกา และอินเดียนำเข้าสินค้าจากยูเออีเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ส่วนอินเดียนั้นเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ในยูเออี และยูเออีนำเข้าจากอินเดียเป็นอันดับ 2 รองจากจีน โดยอินเดียส่งออกสินค้าหลักไปยังยูเออี ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียมและก๊าซไฮโดรคาร์บอน เครื่องประดับทอง เพชรเจียระไน และเครื่องโทรศัพท์รวมถึงเครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ เป็นต้น ด้านการนำเข้า พบว่าอินเดียนำเข้าสินค้าหลักจากยูเออี ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซปิโตรเลียมและก๊าซไฮโดรคาร์บอน เพชรก้อน ทองคำ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น  

การค้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียและยูเออี

อินเดีย

อินเดียเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่ของโลก ในปี 2022 อินเดียนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากยูเออีสูงที่สุด รองลงมาคือ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และเบลเยียม ตามลำดับ โดยสินค้านำเข้าจากยูเออีส่วนใหญ่กว่า 62% เป็นเพชรก้อน รองลงมาเป็นทองคำและโลหะแพลทินัม ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 14 ซึ่งอินเดียนำเข้าเพชรเจียระไนจากไทยมากที่สุดในสัดส่วนราว 70% รองลงมาเป็นเครื่องประดับเงิน โลหะเงิน พลอยเนื้อแข็งเจียระไน พลอยก้อน และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ตามลำดับ

รูปที่ 1 แหล่งนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียระหว่างปี 2020 - 2022

ที่มา: Global Trade Atlas

        ด้านการส่งออกพบว่า อินเดียส่งออกไปยังยูเออี เป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกา และฮ่องกง ตามลำดับ ซึ่งอินเดียส่งออกสินค้าหลักไปยังยูเออีในสัดส่วนกว่า 56% เป็นเครื่องประดับทอง รองลงมาคือ เพชรเจียระไน และอัญมณีสังเคราะห์ ตามลำดับ ทั้งนี้ เครื่องประดับทองที่อินเดียส่งออกไปยังยูเออีนั้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับทอง 21K และ 22K เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชาวอาหรับและชาวเอเชียใต้ที่อยู่อาศัยและท่องเที่ยวในยูเออี ส่วนเครื่องประดับทอง 18K ทั้งตกแต่งและไม่ตกแต่งอัญมณีเป็นที่ชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ และชาวตะวันตกที่เป็นนักท่องเที่ยวและที่อาศัยอยู่ในยูเออี 

        ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 6 ของอินเดีย โดยสินค้าส่งออกจากอินเดียไปยังไทยเกือบ 90% เป็นเพชรเจียระไน รองลงมาเป็นพลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ส่วนใหญ่ราว 80% เป็นการส่งออกมรกต รองลงมาเป็นทับทิม และแซปไฟร์) อัญมณีสังเคราะห์ และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ตามลำดับ

รูปที่ 2 ตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียระหว่างปี 2020 - 2022


ที่มา: Global Trade Atlas

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ยูเออีเป็นตลาดผู้บริโภคสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากประชาชนมีกำลังซื้อสูง และยังถือเป็นประตูสู่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือด้วย ในปี 2022 ยูเออีนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากอินเดียมากที่สุด สินค้าหลักกว่าครึ่งเป็นเครื่องประดับทอง ตามมาด้วยเพชรเจียระไน และอัญมณีสังเคราะห์ ตามลำดับ ส่วนตลาดในลำดับรองลงมาคือ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม และฮ่องกง ตามลำดับ ขณะที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 24 โดยสินค้าที่นำเข้าจากไทยส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับทองในสัดส่วนกว่า 54% รองลงมาเป็นเพชรเจียระไน ทองคำ และพลอยก้อน ตามลำดับ

รูปที่ 3 แหล่งนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของยูเออีระหว่างปี 2020 - 2022

ที่มา: Global Trade Atlas

        ส่วนการส่งออกพบว่า ยูเออีส่งออกไปยังอินเดียสูงที่สุด รองลงมาคือ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ตุรกี และเบลเยียม ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 14 โดยสินค้าส่งออกหลักจากยูเออีมายังไทยคือ ทองคำ ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมด ที่เหลือเป็นเพชรก้อน พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เครื่องประดับทอง และเพชรเจียระไน ตามลำดับ

รูปที่ 4 ตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของยูเออีระหว่างปี 2020 - 2022

ที่มา: Global Trade Atlas
CEPA อินเดีย-ยูเออี: ผลต่ออัญมณีและเครื่องประดับไทย

ภายใต้ความตกลง CEPA ยูเออีลดภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากอินเดียเป็น 0 ทันทีที่ CEPA มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 ทำให้สินค้าของอินเดียมีแต้มต่อในตลาดยูเออีมากขึ้น จากสถิติการค้าของ Global Trade Atlas ในช่วงครึ่งหลังปี 2022 หลังจากการทำ CEPA พบว่าอินเดียส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังยูเออีได้เพิ่มขึ้น 13.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2021 โดยส่งออกสินค้าหลักอย่างเครื่องประดับทองและเพชรเจียระไนไปยังยูเออีได้เพิ่มขึ้น 7.97% และ 17.79% ตามลำดับ ในขณะเดียวกันยูเออีส่งออกไปยังอินเดียลดลง 11.53% เนื่องจากการส่งออกสินค้าหลักอย่างทองคำลดลงมากกว่า 67.46% ส่วนสินค้าสำคัญรองลงมาอย่างเพชรก้อนและแพลทินัม ยังเติบโตได้ 7.60% และ 336.32% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในฐานะประเทศผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับรายสำคัญของโลก CEPA อินเดีย-ยูเออีมีส่วนช่วยให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากอินเดียมีความได้เปรียบเหนือประเทศคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดยูเออี อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะใช้ยูเออีเป็นประตูเจาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย
        ในขณะที่ไทยอาจจะเสียเปรียบอินเดียในเรื่องของต้นทุนสินค้าที่สูงกว่า เพราะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ ทำให้สินค้าบางชนิดของไทยที่ส่งออกไปยังยูเออีได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเครื่องประดับทอง ซึ่งเป็นสินค้าศักยภาพของอินเดียซึ่งพัฒนารูปแบบและมีต้นทุนค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ประกอบกับภาษีนำเข้าไปยังยูเออีที่เป็น 0 ยิ่งทำให้เครื่องประดับทองของอินเดียในตลาดยูเออีมีราคาค่อนข้างต่ำ ยูเออีจึงนำเข้าเครื่องประดับทองจากอินเดียเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของเครื่องประดับทองไทยที่ยากจะมีสัดส่วนในตลาดยูเออีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในทรรศนะของนายจารุดล ตุลยกิจจา ผู้ประกอบการที่คว่ำหวอดอยู่ในตลาดตะวันออกกลางเป็นเวลานานเห็นว่า แม้ว่าไทยจะมีฝีมือเชี่ยวชาญการผลิตเครื่องประดับทองและผลิตได้ตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ หากแต่การผลิตเครื่องประดับสไตล์อาหรับ 21K และ 22K แบบเซ็ตใหญ่อลังการต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ส่วนการผลิตเครื่องประดับทอง 18K ไทยมีผู้ประกอบการจำนวนน้อยรายและต้นทุนการผลิตของไทยค่อนข้างสูง ฉะนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการพัฒนารูปแบบสินค้าให้ทันสมัยแต่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อเจาะตลาดชาวตะวันตกที่เป็นนักท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในยูเออี และเป็นการรักษาส่วนแบ่งตลาดเครื่องประดับทองในตลาดยูเออีเอาไว้ รวมถึงสามารถขยายสินค้าต่อไปยังกลุ่มประเทศ GCC ได้ด้วย ส่วนการส่งออกเพชรเจียระไนนั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทของอินเดียในไทยส่งออกไปยังยูเออี ซึ่งก็อาจจะลดการส่งออกจากไทยไปยังยูเออีโดยตรง แต่ส่งออกไปยังอินเดียแล้วส่งออกต่อไปยังยูเออีเพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงมากขึ้น อาจส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกเพชรเจียระไนจากไทยไปยังยูเออีลดลงได้ในอนาคต