ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

การ Disrupt ของเพชร LGDs และทิศทางการแข่งขันใหม่ในอุตสาหกรรมเพชร

Jul 2, 2026
99 views
0 share

        การเข้ามาของเพชรสังเคราะห์ (Lab-Grown Diamonds: LGDs) กำลังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมเพชรโลกอย่างชัดเจน เพราะผลิตภัณฑ์นี้มีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีใกล้เคียงกับเพชรธรรมชาติ แต่ได้เปรียบด้านต้นทุนและราคา ทำให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้ความสนใจมากขึ้น ส่งผลให้ราคาเพชรธรรมชาติถูกกดดันในหลายระดับตลาด อีกทั้งความต้องการด้านความยั่งยืน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งการยอมรับเพชร LGDs ในฐานะตัวเลือกใหม่ของผู้ซื้อในยุคปัจจุบัน

ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมเพชรธรรมชาติ

        เพชร LGDs มีคุณสมบัติทางกายภาพและโครงสร้างทางเคมีไม่แตกต่างจากเพชรธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ แต่สามารถควบคุมกระบวนการผลิตและต้นทุนได้ดีกว่า ความได้เปรียบดังกล่าวทำให้เพชร LGDs กลายเป็นปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมเพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะในตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดที่แข่งขันด้านราคาสูงและมีปริมาณซื้อขายมาก

 

        แรงกดดันด้านราคาเพชรธรรมชาติขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ซึ่งเป็นสินค้าหลักของตลาดระดับกลาง มีความเสี่ยงเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากเพชร LGDs เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบคุณภาพทางกายภาพได้ใกล้เคียงกัน ขณะที่ราคาของเพชร LGDs ต่ำกว่าเพชรธรรมชาติประมาณ 70–80% เมื่อผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น อำนาจต่อรองราคาย่อมสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาเพชรธรรมชาติในกลุ่มดังกล่าวถูกกดดัน ไม่สามารถปรับเพิ่มตามต้นทุนได้ง่าย แรงกดดันราคานี้มีแนวโน้มขยายวงกว้างในตลาดระดับกลางที่อ่อนไหวต่อราคา

        ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความโปร่งใส และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพชร LGDs จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านราคาและภาพลักษณ์ความยั่งยืน ปัจจัยเชิงคุณค่าดังกล่าวช่วยเร่งการยอมรับในหลายตลาด และส่งผลต่อทิศทางความต้องการในระยะยาว

        สำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเพชรธรรมชาติ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับราคา แต่สะท้อนถึงรายได้รวมของอุตสาหกรรม หากราคาตลาดถูกกดดัน มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยจะลดลง แม้ว่าปริมาณการส่งออกอาจยังทรงตัวในระยะสั้นก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่แข่งขันด้วยต้นทุนเป็นหลักอาจเผชิญการหดตัวของอัตรากำไร และในภาพรวมโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมอาจเคลื่อนจากการขับเคลื่อนด้วย “มูลค่าสูงต่อหน่วย” ไปสู่การแข่งขันด้าน “ปริมาณและราคา” มากขึ้น

        ดังนั้น ผลกระทบของเพชร LGDs เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ประเทศผู้ส่งออกจำเป็นต้องเตรียมกลยุทธ์รองรับอย่างจริงจัง

ตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    1) ตลาดเครื่องประดับแฟชั่น (Fashion Jewelry) 

        ตลาดแฟชั่นเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด เนื่องจากให้ความสำคัญกับดีไซน์ ราคา และความคุ้มค่า มากกว่าความหายากของวัตถุดิบ เพชร LGDs ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อเพชรขนาดใหญ่ขึ้นหรือคุณภาพสูงขึ้นในงบประมาณเท่าเดิม อีกทั้งยังเอื้อต่อการออกแบบที่หลากหลายและการผลิตจำนวนมากในต้นทุนที่ควบคุมได้

        ลักษณะของตลาดแฟชั่นที่มีการเปลี่ยนเทรนด์รวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้มองเพชรเป็นสินทรัพย์สะสมระยะยาว แต่เป็นเครื่องประดับที่สะท้อนสไตล์ในช่วงเวลาหนึ่ง ความยืดหยุ่นของเพชร LGDs จึงสอดคล้องกับธรรมชาติของตลาดนี้อย่างยิ่ง

    2) ตลาดเครื่องประดับหรู (Luxury / High Jewelry)

        ในระยะสั้น ตลาดหรูยังคงได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคระดับบนให้ความสำคัญกับความหายาก (rarity) มูลค่าการสะสม (store of value) และเรื่องราวแหล่งกำเนิด (provenance) เพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะเม็ดขนาดใหญ่หรือคุณภาพพิเศษ จึงยังถูกมองในฐานะสินทรัพย์มากกว่าสินค้าแฟชั่น

        อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากเพชร LGDs พัฒนาคุณภาพได้ใกล้เคียงในทุกมิติ และหากแบรนด์หรูบางรายเริ่มเปิดรับมากขึ้น อาจเกิดการแบ่งชั้นตลาดชัดเจนระหว่าง “ความหรูหราที่ตั้งอยู่บนความหายากสูงสุด” กับ “ความหรูหราที่เข้าถึงได้”

 

    3) ตลาดระดับกลาง (Mass Premium)

        ตลาดระดับกลางมีแนวโน้มถูกดึงมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา แต่ยังต้องการภาพลักษณ์คุณภาพสูง เพชร LGDs เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่เดิมเข้าถึงเพชรธรรมชาติได้ยาก สามารถซื้อเครื่องประดับที่มีคุณภาพใกล้เคียงในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

        ผลที่ตามมาคือ การกระจายการเข้าถึงเพชรในวงกว้าง เพชรไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มรายได้สูงอีกต่อไป และอาจกลายเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้มูลค่าต่อหน่วยลดลง แต่จำนวนผู้บริโภคโดยรวมอาจเพิ่มขึ้น

ตลาดเพชรในอินเดีย

อุตสาหกรรมเพชรของอินเดียกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการพึ่งพา “เพชรธรรมชาติ” ไปสู่ “เพชรสังเคราะห์” ที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในห้องปฏิบัติการ โดยเพชรสังเคราะห์มีคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และการสะท้อนแสงไม่ต่างจากเพชรธรรมชาติ แต่มีจุดเด่นสำคัญด้านราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า รวมถึงความโปร่งใสด้านจริยธรรมและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระแสนี้ได้รับการยืนยันจากการวิเคราะห์ของ The Knowledge Company ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความคุ้มค่า ส่งผลให้เพชรสังเคราะห์กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นในตลาดเครื่องประดับ

        ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความนิยมของเพชรสังเคราะห์ในอินเดีย ได้แก่ ราคาที่ต่ำกว่าเพชรธรรมชาติมากกว่า 70-80 % สำหรับขนาดและคุณภาพใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งจากการทำเหมือง และใช้ทรัพยากรน้อยกว่าในกระบวนการผลิต เทคโนโลยีหลักที่ใช้ เช่น วิธี HPHT (แรงดันและอุณหภูมิสูง) และ CVD (การสะสมไอเคมี) สามารถสร้างเพชรดิบที่นำไปเจียระไนได้เช่นเดียวกับเพชรธรรมชาติ รวมถึงยังสามารถปรับแต่งสีและลักษณะเฉพาะได้หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความหรูหราแบบเพชรและความรับผิดชอบต่อสังคม

        ในเชิงอุตสาหกรรม อินเดียซึ่งเป็นศูนย์กลางการเจียระไนเพชรของโลก (ครองสัดส่วนราว 75% ของตลาดโลก) กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดเพชรสังเคราะห์ โดยสามารถผลิตได้มากกว่า 3 ล้านเม็ดต่อปี หรือประมาณ 15% ของการผลิตทั่วโลก มูลค่าตลาดเพชรสังเคราะห์ในประเทศอยู่ที่ราว 2,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตแตะ 8,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 13.73% แม้จะมีความผันผวนด้านราคาในระยะสั้น แต่นโยบายภาครัฐ เช่น การยกเลิกภาษีนำเข้าเมล็ดเพชร (SEED) และการสนับสนุนงานวิจัยจากสถาบันอย่าง Indian Institute of Technology Madras กำลังช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขัน พร้อมผลักดันให้อินเดียลดการพึ่งพาเพชรธรรมชาติ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเพชรสังเคราะห์ระดับโลกอย่างเต็มตัว

ตลาดเพชรในจีน

ตลาดเพชรของจีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีทั้งเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์เติบโตควบคู่กัน แต่มีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จีนถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมเพชรโลก โดยในปี 2024 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกเพชรดิบอยู่ที่ 122.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 82.11 ขณะที่เพชรสังเคราะห์สำเร็จรูปมีมูลค่า 194.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 78.09% สะท้อนถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของทั้งสองตลาด อย่างไรก็ตาม ในเชิงการรับรู้ เพชรธรรมชาติยังคงครองภาพลักษณ์ด้านความหรูหรา คุณค่า และการลงทุน โดยผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคจีนจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์และสัญลักษณ์ของเพชรธรรมชาติ

        ในขณะเดียวกันเพชร LGDs กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต เช่น วิธี HPHT และ CVD ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตเพชรที่มีคุณสมบัติไม่ต่างจากเพชรธรรมชาติได้ภายในระยะเวลาเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ และมีราคาประมาณเพียง 1 ใน 20 ของเพชรธรรมชาติที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน โดยเพชรเจียระไนขนาด 1 กะรัตมีราคาเริ่มต้นเพียงประมาณ 1,000 หยวน (ราว 140 ดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะที่เพชรธรรมชาติขนาด 1 กะรัตมีราคาเริ่มต้น 100,000 หยวน (ราว 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ) 

        จีนยังมีศักยภาพโดดเด่นด้านการผลิต โดยในปี 2024 สามารถผลิตเพชรสังเคราะห์ได้ราว 22 ล้านกะรัต คิดเป็นประมาณ 63% ของการผลิตทั่วโลก ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ ความสามารถในการผลิตต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีขั้นสูง และการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้ตลาดเพชรสังเคราะห์ของจีนคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 14.70% ต่อปี ไปแตะมูลค่า 22,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032

        อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล ที่มองเพชรสังเคราะห์เป็นสินค้าแฟชั่นและการแสดงตัวตนมากกว่าการลงทุน ความนิยมดังกล่าวสะท้อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Xiaohongshu, Weibo และ WeChat รวมถึงยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทาย เช่น ความไม่สมดุลของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในขั้นตอนการเจียระไนและขัดเงา ตลอดจนการรับรู้ของตลาดที่ยังไม่ทั่วถึง ในระยะยาว การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และการสนับสนุนเชิงนโยบาย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์ซื้อขายเพชรสังเคราะห์ในเมืองเจิ้งโจว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเพชรของจีนเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศและตลาดโลก

 สรุปผลกระทบของเพชร LGDs 

ในบริบทของการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมเพชรโลกกำลังเคลื่อนจาก “คุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วยความหายาก” ไปสู่ “คุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ราคา และความยั่งยืน” อย่างชัดเจน การเติบโตของเพชรสังเคราะห์ (LGDs) ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค แต่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การกำหนดราคา ไปจนถึงการวางตำแหน่งสินค้าในแต่ละตลาด โดยประเทศผู้นำอย่างอินเดียและจีนได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงรุก ทั้งในด้านการลงทุนเทคโนโลยี การสนับสนุนภาครัฐ และการสร้าง ecosystem ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของ LGDs ในระยะยาว

        สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ในเวลาเดียวกัน หากยังคงพึ่งพาโมเดลเดิมที่เน้นการค้าและการผลิตเพชรธรรมชาติในตลาดระดับกลาง อาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและอัตรากำไรที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ไทยมีจุดแข็งสำคัญในด้านฝีมือการผลิต (craftsmanship) การออกแบบ และเครือข่ายการค้าโลก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเครื่องประดับเพชร LGDs ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง หรือการสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ความโปร่งใส และความยั่งยืน

        ดังนั้น ทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมเพชรไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือก “เพชรธรรมชาติ” หรือ “เพชรสังเคราะห์” เพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่คือการวางกลยุทธ์ให้สามารถอยู่ร่วมกับทั้งสองตลาดได้อย่างสมดุล โดยอาจมุ่งเน้นการรักษาความแข็งแกร่งในตลาดเพชรธรรมชาติระดับบน ควบคู่กับการเร่งพัฒนาและปรับตัวเข้าสู่ตลาดเพชร LGDs ในกลุ่มแฟชั่นและ mass premium มากขึ้น การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างแบรนด์ไทยให้โดดเด่นในเวทีโลก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการ Disrupt ของอุตสาหกรรมเพชรในยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

 

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทย

    1) กำหนดกลยุทธ์แบบสองแนวทางควบคู่กัน

        ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพชรธรรมชาติมุ่งเจาะตลาดพรีเมียมและตลาดระดับบน ซึ่งเน้นความหายาก คุณค่าการสะสม และภาพลักษณ์สินทรัพย์ ขณะเดียวกันสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาและผลิตเครื่องประดับเพชร LGDs เพื่อเจาะตลาดแฟชั่นและตลาดระดับกลางที่มีความอ่อนไหวต่อราคาและมีศักยภาพในการขยายปริมาณการขาย

    2) ยกระดับจากผู้รับจ้างผลิตสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง

        ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าในฐานะผู้รับจ้างผลิต ซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำและเผชิญแรงกดดันด้านราคาโดยตรง จึงควรมีมาตรการเชิงนโยบายเพื่อยกระดับศักยภาพ ดังนี้

    2.1) ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทย

        สนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาแบรนด์ของตนเอง เน้นความยั่งยืน (Sustainability) โดยผลิตเครื่องประดับที่ใช้เพชร LGDs ร่วมกับโลหะมีค่ารีไซเคิล ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ตลาดฝั่งยุโรปและอเมริกาพร้อมจ่ายพรีเมียม ถือเป็นการเพิ่มอำนาจกำหนดราคาและสร้างความแตกต่างในตลาดโลก

    2.2) เพิ่มมูลค่าผ่านการออกแบบและงานฝีมือ

        ใช้จุดแข็งของประเทศไทยด้านงานฝีมือประณีต เทคนิคการผลิตที่ละเอียด และความสามารถในการทำงานสั่งทำพิเศษ ชูจุดขายเรื่อง "Handcrafted in Thailand" เป็นจุดขายหลัก เพื่อเปลี่ยนการแข่งขันจาก “ราคา” ไปสู่ “คุณค่าและคุณภาพ” หากไทยปรับตัวมาเน้นงานดีไซน์ที่ซับซ้อนและงาน Craft ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เราจะสามารถรักษา (หรือเพิ่ม) มูลค่าส่งออกได้แม้ราคาเพชรในตลาดโลกจะผันผวน

    2.3) พัฒนาศักยภาพด้านการสร้างเรื่องราวและอัตลักษณ์สินค้า

        สนับสนุนการพัฒนาแนวคิดการเล่าเรื่องที่สะท้อนวัฒนธรรม ความเชี่ยวชาญ และความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์ของสินค้าในตลาดพรีเมียม

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพชรในยุคที่เพชรสังเคราะห์ (LGDs) เข้ามามีบทบาทในตลาดโลก ไม่ใช่เพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องมองเกมใหม่ทั้งระบบ ปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่า ผ่านการออกแบบ นวัตกรรม และการสื่อสารแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ควบคู่กับการใช้จุดแข็งด้านฝีมือและเครือข่ายการค้าอย่างเต็มศักยภาพ หากสามารถผสานโอกาสจากทั้งเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ได้อย่างสมดุล ไทยจะไม่เพียงรับมือกับ Disruption นี้ได้ แต่ยังสามารถยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้เล่นเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมเพชรโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง


จัดทำโดย นางสาววาสนา สมเนตร์

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กรกฎาคม 2569

--------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง 

1) Lab-Grown Diamonds – Transforming the Global Diamond Landscape, available at https://www.aranca.com/knowledge-library/articles/investment-research/lab-grown-diamonds-global-market-transformation?utm_source=chatgpt.com

2) Global Natural and Synthetic Diamonds Market Size, Share & Trends Analysis 2026-2032, available at https://pmarketresearch.com/chemi/natural-and-synthetic-diamonds-market/?utm_source=chatgpt.com

3) Natural and Synthetic Diamonds Market, available at https://www.reportsanddata.com/report-detail/natural-and-synthetic-diamonds-market

4) Natural vs lab-grown diamonds: The dazzling duel shaking up India’s jewellery market, available at https://economictimes.indiatimes.com/small-biz/sme-sector/natural-vs-lab-grown-diamonds-the-dazzling-duel-shaking-up-indias-jewellery-market/articleshow/120758990.cms?from=mdr

5) De Beers Positions India at the Centre of Its Natural Diamond Growth Story, says CEO Al Cook; https://gjepc.org/solitaire/de-beers-positions-india-at-the-centre-of-its-natural-diamond-growth-story-says-ceo-al-cook/

6) Lab Grown Diamonds: The Sparkling Revolution in India’s Diamond Industry; https://tkc.in/lab-grown-diamonds-the-sparkling-revolution-in-indias-diamond industry/#:~:text=Lab%2Dgrown%20diamonds%20are%20becoming%20more%20popular%20in,This%20represents%20about%2015%25%20of%20global%20production.

7) Lab-grown diamond industry thrives in China; https://en.people.cn/n3/2025/0930/c90000-20373258.html

8) China Set for a U-Shaped Recovery in Diamond Jewellery: Liang Weizhang; https://shorturl.asia/3kD8v

9) Why Lab-Grown Diamond Prices Are Where They Are in 2026; https://goenkajewellers.com/blogs/news/lab-grown-diamond-price-guide-india?utm_source=chatgpt.com

10) Lab Grown Diamond Prices vs Natural: Market Analysis 2026; https://onyadiamonds.com/

11) Diamonds are a Trade War’s Best Friend; https://www.chinatalk.media/p/diamonds-are-a-trade-wars-best-friend




เอกสารแนบ


ความคิดเห็น


ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

การ Disrupt ของเพชร LGDs และทิศทางการแข่งขันใหม่ในอุตสาหกรรมเพชร

Jul 2, 2026
99 views
0 share

        การเข้ามาของเพชรสังเคราะห์ (Lab-Grown Diamonds: LGDs) กำลังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมเพชรโลกอย่างชัดเจน เพราะผลิตภัณฑ์นี้มีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีใกล้เคียงกับเพชรธรรมชาติ แต่ได้เปรียบด้านต้นทุนและราคา ทำให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้ความสนใจมากขึ้น ส่งผลให้ราคาเพชรธรรมชาติถูกกดดันในหลายระดับตลาด อีกทั้งความต้องการด้านความยั่งยืน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งการยอมรับเพชร LGDs ในฐานะตัวเลือกใหม่ของผู้ซื้อในยุคปัจจุบัน

ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมเพชรธรรมชาติ

        เพชร LGDs มีคุณสมบัติทางกายภาพและโครงสร้างทางเคมีไม่แตกต่างจากเพชรธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ แต่สามารถควบคุมกระบวนการผลิตและต้นทุนได้ดีกว่า ความได้เปรียบดังกล่าวทำให้เพชร LGDs กลายเป็นปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมเพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะในตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดที่แข่งขันด้านราคาสูงและมีปริมาณซื้อขายมาก

 

        แรงกดดันด้านราคาเพชรธรรมชาติขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ซึ่งเป็นสินค้าหลักของตลาดระดับกลาง มีความเสี่ยงเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากเพชร LGDs เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบคุณภาพทางกายภาพได้ใกล้เคียงกัน ขณะที่ราคาของเพชร LGDs ต่ำกว่าเพชรธรรมชาติประมาณ 70–80% เมื่อผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น อำนาจต่อรองราคาย่อมสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาเพชรธรรมชาติในกลุ่มดังกล่าวถูกกดดัน ไม่สามารถปรับเพิ่มตามต้นทุนได้ง่าย แรงกดดันราคานี้มีแนวโน้มขยายวงกว้างในตลาดระดับกลางที่อ่อนไหวต่อราคา

        ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความโปร่งใส และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพชร LGDs จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านราคาและภาพลักษณ์ความยั่งยืน ปัจจัยเชิงคุณค่าดังกล่าวช่วยเร่งการยอมรับในหลายตลาด และส่งผลต่อทิศทางความต้องการในระยะยาว

        สำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเพชรธรรมชาติ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับราคา แต่สะท้อนถึงรายได้รวมของอุตสาหกรรม หากราคาตลาดถูกกดดัน มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยจะลดลง แม้ว่าปริมาณการส่งออกอาจยังทรงตัวในระยะสั้นก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่แข่งขันด้วยต้นทุนเป็นหลักอาจเผชิญการหดตัวของอัตรากำไร และในภาพรวมโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมอาจเคลื่อนจากการขับเคลื่อนด้วย “มูลค่าสูงต่อหน่วย” ไปสู่การแข่งขันด้าน “ปริมาณและราคา” มากขึ้น

        ดังนั้น ผลกระทบของเพชร LGDs เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ประเทศผู้ส่งออกจำเป็นต้องเตรียมกลยุทธ์รองรับอย่างจริงจัง

ตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    1) ตลาดเครื่องประดับแฟชั่น (Fashion Jewelry) 

        ตลาดแฟชั่นเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด เนื่องจากให้ความสำคัญกับดีไซน์ ราคา และความคุ้มค่า มากกว่าความหายากของวัตถุดิบ เพชร LGDs ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อเพชรขนาดใหญ่ขึ้นหรือคุณภาพสูงขึ้นในงบประมาณเท่าเดิม อีกทั้งยังเอื้อต่อการออกแบบที่หลากหลายและการผลิตจำนวนมากในต้นทุนที่ควบคุมได้

        ลักษณะของตลาดแฟชั่นที่มีการเปลี่ยนเทรนด์รวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้มองเพชรเป็นสินทรัพย์สะสมระยะยาว แต่เป็นเครื่องประดับที่สะท้อนสไตล์ในช่วงเวลาหนึ่ง ความยืดหยุ่นของเพชร LGDs จึงสอดคล้องกับธรรมชาติของตลาดนี้อย่างยิ่ง

    2) ตลาดเครื่องประดับหรู (Luxury / High Jewelry)

        ในระยะสั้น ตลาดหรูยังคงได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคระดับบนให้ความสำคัญกับความหายาก (rarity) มูลค่าการสะสม (store of value) และเรื่องราวแหล่งกำเนิด (provenance) เพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะเม็ดขนาดใหญ่หรือคุณภาพพิเศษ จึงยังถูกมองในฐานะสินทรัพย์มากกว่าสินค้าแฟชั่น

        อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากเพชร LGDs พัฒนาคุณภาพได้ใกล้เคียงในทุกมิติ และหากแบรนด์หรูบางรายเริ่มเปิดรับมากขึ้น อาจเกิดการแบ่งชั้นตลาดชัดเจนระหว่าง “ความหรูหราที่ตั้งอยู่บนความหายากสูงสุด” กับ “ความหรูหราที่เข้าถึงได้”

 

    3) ตลาดระดับกลาง (Mass Premium)

        ตลาดระดับกลางมีแนวโน้มถูกดึงมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา แต่ยังต้องการภาพลักษณ์คุณภาพสูง เพชร LGDs เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่เดิมเข้าถึงเพชรธรรมชาติได้ยาก สามารถซื้อเครื่องประดับที่มีคุณภาพใกล้เคียงในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

        ผลที่ตามมาคือ การกระจายการเข้าถึงเพชรในวงกว้าง เพชรไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มรายได้สูงอีกต่อไป และอาจกลายเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้มูลค่าต่อหน่วยลดลง แต่จำนวนผู้บริโภคโดยรวมอาจเพิ่มขึ้น

ตลาดเพชรในอินเดีย

อุตสาหกรรมเพชรของอินเดียกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการพึ่งพา “เพชรธรรมชาติ” ไปสู่ “เพชรสังเคราะห์” ที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในห้องปฏิบัติการ โดยเพชรสังเคราะห์มีคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และการสะท้อนแสงไม่ต่างจากเพชรธรรมชาติ แต่มีจุดเด่นสำคัญด้านราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า รวมถึงความโปร่งใสด้านจริยธรรมและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระแสนี้ได้รับการยืนยันจากการวิเคราะห์ของ The Knowledge Company ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความคุ้มค่า ส่งผลให้เพชรสังเคราะห์กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นในตลาดเครื่องประดับ

        ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความนิยมของเพชรสังเคราะห์ในอินเดีย ได้แก่ ราคาที่ต่ำกว่าเพชรธรรมชาติมากกว่า 70-80 % สำหรับขนาดและคุณภาพใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งจากการทำเหมือง และใช้ทรัพยากรน้อยกว่าในกระบวนการผลิต เทคโนโลยีหลักที่ใช้ เช่น วิธี HPHT (แรงดันและอุณหภูมิสูง) และ CVD (การสะสมไอเคมี) สามารถสร้างเพชรดิบที่นำไปเจียระไนได้เช่นเดียวกับเพชรธรรมชาติ รวมถึงยังสามารถปรับแต่งสีและลักษณะเฉพาะได้หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความหรูหราแบบเพชรและความรับผิดชอบต่อสังคม

        ในเชิงอุตสาหกรรม อินเดียซึ่งเป็นศูนย์กลางการเจียระไนเพชรของโลก (ครองสัดส่วนราว 75% ของตลาดโลก) กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดเพชรสังเคราะห์ โดยสามารถผลิตได้มากกว่า 3 ล้านเม็ดต่อปี หรือประมาณ 15% ของการผลิตทั่วโลก มูลค่าตลาดเพชรสังเคราะห์ในประเทศอยู่ที่ราว 2,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตแตะ 8,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 13.73% แม้จะมีความผันผวนด้านราคาในระยะสั้น แต่นโยบายภาครัฐ เช่น การยกเลิกภาษีนำเข้าเมล็ดเพชร (SEED) และการสนับสนุนงานวิจัยจากสถาบันอย่าง Indian Institute of Technology Madras กำลังช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขัน พร้อมผลักดันให้อินเดียลดการพึ่งพาเพชรธรรมชาติ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเพชรสังเคราะห์ระดับโลกอย่างเต็มตัว

ตลาดเพชรในจีน

ตลาดเพชรของจีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีทั้งเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์เติบโตควบคู่กัน แต่มีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จีนถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมเพชรโลก โดยในปี 2024 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกเพชรดิบอยู่ที่ 122.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 82.11 ขณะที่เพชรสังเคราะห์สำเร็จรูปมีมูลค่า 194.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 78.09% สะท้อนถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของทั้งสองตลาด อย่างไรก็ตาม ในเชิงการรับรู้ เพชรธรรมชาติยังคงครองภาพลักษณ์ด้านความหรูหรา คุณค่า และการลงทุน โดยผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคจีนจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์และสัญลักษณ์ของเพชรธรรมชาติ

        ในขณะเดียวกันเพชร LGDs กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต เช่น วิธี HPHT และ CVD ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตเพชรที่มีคุณสมบัติไม่ต่างจากเพชรธรรมชาติได้ภายในระยะเวลาเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ และมีราคาประมาณเพียง 1 ใน 20 ของเพชรธรรมชาติที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน โดยเพชรเจียระไนขนาด 1 กะรัตมีราคาเริ่มต้นเพียงประมาณ 1,000 หยวน (ราว 140 ดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะที่เพชรธรรมชาติขนาด 1 กะรัตมีราคาเริ่มต้น 100,000 หยวน (ราว 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ) 

        จีนยังมีศักยภาพโดดเด่นด้านการผลิต โดยในปี 2024 สามารถผลิตเพชรสังเคราะห์ได้ราว 22 ล้านกะรัต คิดเป็นประมาณ 63% ของการผลิตทั่วโลก ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ ความสามารถในการผลิตต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีขั้นสูง และการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้ตลาดเพชรสังเคราะห์ของจีนคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 14.70% ต่อปี ไปแตะมูลค่า 22,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032

        อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล ที่มองเพชรสังเคราะห์เป็นสินค้าแฟชั่นและการแสดงตัวตนมากกว่าการลงทุน ความนิยมดังกล่าวสะท้อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Xiaohongshu, Weibo และ WeChat รวมถึงยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทาย เช่น ความไม่สมดุลของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในขั้นตอนการเจียระไนและขัดเงา ตลอดจนการรับรู้ของตลาดที่ยังไม่ทั่วถึง ในระยะยาว การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และการสนับสนุนเชิงนโยบาย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์ซื้อขายเพชรสังเคราะห์ในเมืองเจิ้งโจว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเพชรของจีนเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศและตลาดโลก

 สรุปผลกระทบของเพชร LGDs 

ในบริบทของการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมเพชรโลกกำลังเคลื่อนจาก “คุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วยความหายาก” ไปสู่ “คุณค่าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ราคา และความยั่งยืน” อย่างชัดเจน การเติบโตของเพชรสังเคราะห์ (LGDs) ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค แต่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การกำหนดราคา ไปจนถึงการวางตำแหน่งสินค้าในแต่ละตลาด โดยประเทศผู้นำอย่างอินเดียและจีนได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงรุก ทั้งในด้านการลงทุนเทคโนโลยี การสนับสนุนภาครัฐ และการสร้าง ecosystem ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของ LGDs ในระยะยาว

        สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ในเวลาเดียวกัน หากยังคงพึ่งพาโมเดลเดิมที่เน้นการค้าและการผลิตเพชรธรรมชาติในตลาดระดับกลาง อาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและอัตรากำไรที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ไทยมีจุดแข็งสำคัญในด้านฝีมือการผลิต (craftsmanship) การออกแบบ และเครือข่ายการค้าโลก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเครื่องประดับเพชร LGDs ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง หรือการสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ความโปร่งใส และความยั่งยืน

        ดังนั้น ทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมเพชรไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือก “เพชรธรรมชาติ” หรือ “เพชรสังเคราะห์” เพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่คือการวางกลยุทธ์ให้สามารถอยู่ร่วมกับทั้งสองตลาดได้อย่างสมดุล โดยอาจมุ่งเน้นการรักษาความแข็งแกร่งในตลาดเพชรธรรมชาติระดับบน ควบคู่กับการเร่งพัฒนาและปรับตัวเข้าสู่ตลาดเพชร LGDs ในกลุ่มแฟชั่นและ mass premium มากขึ้น การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างแบรนด์ไทยให้โดดเด่นในเวทีโลก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการ Disrupt ของอุตสาหกรรมเพชรในยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

 

ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทย

    1) กำหนดกลยุทธ์แบบสองแนวทางควบคู่กัน

        ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพชรธรรมชาติมุ่งเจาะตลาดพรีเมียมและตลาดระดับบน ซึ่งเน้นความหายาก คุณค่าการสะสม และภาพลักษณ์สินทรัพย์ ขณะเดียวกันสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาและผลิตเครื่องประดับเพชร LGDs เพื่อเจาะตลาดแฟชั่นและตลาดระดับกลางที่มีความอ่อนไหวต่อราคาและมีศักยภาพในการขยายปริมาณการขาย

    2) ยกระดับจากผู้รับจ้างผลิตสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง

        ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าในฐานะผู้รับจ้างผลิต ซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำและเผชิญแรงกดดันด้านราคาโดยตรง จึงควรมีมาตรการเชิงนโยบายเพื่อยกระดับศักยภาพ ดังนี้

    2.1) ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทย

        สนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาแบรนด์ของตนเอง เน้นความยั่งยืน (Sustainability) โดยผลิตเครื่องประดับที่ใช้เพชร LGDs ร่วมกับโลหะมีค่ารีไซเคิล ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ตลาดฝั่งยุโรปและอเมริกาพร้อมจ่ายพรีเมียม ถือเป็นการเพิ่มอำนาจกำหนดราคาและสร้างความแตกต่างในตลาดโลก

    2.2) เพิ่มมูลค่าผ่านการออกแบบและงานฝีมือ

        ใช้จุดแข็งของประเทศไทยด้านงานฝีมือประณีต เทคนิคการผลิตที่ละเอียด และความสามารถในการทำงานสั่งทำพิเศษ ชูจุดขายเรื่อง "Handcrafted in Thailand" เป็นจุดขายหลัก เพื่อเปลี่ยนการแข่งขันจาก “ราคา” ไปสู่ “คุณค่าและคุณภาพ” หากไทยปรับตัวมาเน้นงานดีไซน์ที่ซับซ้อนและงาน Craft ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เราจะสามารถรักษา (หรือเพิ่ม) มูลค่าส่งออกได้แม้ราคาเพชรในตลาดโลกจะผันผวน

    2.3) พัฒนาศักยภาพด้านการสร้างเรื่องราวและอัตลักษณ์สินค้า

        สนับสนุนการพัฒนาแนวคิดการเล่าเรื่องที่สะท้อนวัฒนธรรม ความเชี่ยวชาญ และความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์ของสินค้าในตลาดพรีเมียม

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพชรในยุคที่เพชรสังเคราะห์ (LGDs) เข้ามามีบทบาทในตลาดโลก ไม่ใช่เพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องมองเกมใหม่ทั้งระบบ ปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่า ผ่านการออกแบบ นวัตกรรม และการสื่อสารแบรนด์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ควบคู่กับการใช้จุดแข็งด้านฝีมือและเครือข่ายการค้าอย่างเต็มศักยภาพ หากสามารถผสานโอกาสจากทั้งเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ได้อย่างสมดุล ไทยจะไม่เพียงรับมือกับ Disruption นี้ได้ แต่ยังสามารถยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้เล่นเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมเพชรโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง


จัดทำโดย นางสาววาสนา สมเนตร์

GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กรกฎาคม 2569

--------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง 

1) Lab-Grown Diamonds – Transforming the Global Diamond Landscape, available at https://www.aranca.com/knowledge-library/articles/investment-research/lab-grown-diamonds-global-market-transformation?utm_source=chatgpt.com

2) Global Natural and Synthetic Diamonds Market Size, Share & Trends Analysis 2026-2032, available at https://pmarketresearch.com/chemi/natural-and-synthetic-diamonds-market/?utm_source=chatgpt.com

3) Natural and Synthetic Diamonds Market, available at https://www.reportsanddata.com/report-detail/natural-and-synthetic-diamonds-market

4) Natural vs lab-grown diamonds: The dazzling duel shaking up India’s jewellery market, available at https://economictimes.indiatimes.com/small-biz/sme-sector/natural-vs-lab-grown-diamonds-the-dazzling-duel-shaking-up-indias-jewellery-market/articleshow/120758990.cms?from=mdr

5) De Beers Positions India at the Centre of Its Natural Diamond Growth Story, says CEO Al Cook; https://gjepc.org/solitaire/de-beers-positions-india-at-the-centre-of-its-natural-diamond-growth-story-says-ceo-al-cook/

6) Lab Grown Diamonds: The Sparkling Revolution in India’s Diamond Industry; https://tkc.in/lab-grown-diamonds-the-sparkling-revolution-in-indias-diamond industry/#:~:text=Lab%2Dgrown%20diamonds%20are%20becoming%20more%20popular%20in,This%20represents%20about%2015%25%20of%20global%20production.

7) Lab-grown diamond industry thrives in China; https://en.people.cn/n3/2025/0930/c90000-20373258.html

8) China Set for a U-Shaped Recovery in Diamond Jewellery: Liang Weizhang; https://shorturl.asia/3kD8v

9) Why Lab-Grown Diamond Prices Are Where They Are in 2026; https://goenkajewellers.com/blogs/news/lab-grown-diamond-price-guide-india?utm_source=chatgpt.com

10) Lab Grown Diamond Prices vs Natural: Market Analysis 2026; https://onyadiamonds.com/

11) Diamonds are a Trade War’s Best Friend; https://www.chinatalk.media/p/diamonds-are-a-trade-wars-best-friend




เอกสารแนบ

เราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดการใช้คุกกี้ได้ที่ นโยบายคุกกี้   ตั้งค่า ยอมรับ

×
140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
โทรศัพท์: 0 2634 4999 ต่อ 444
โทรสาร: 0 2634 4970
external-site