ศิลปะแห่งการสร้างตำนานของแบรนด์เครื่องประดับหรู
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจโลกเผชิญกับแรงกระแทกหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคหลังโควิด-19 ส่งผลให้หลายภาคส่วนของภาคธุรกิจให้ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ในส่วนของ เครื่องประดับหรูกลับฉายแววโดดเด่นในฐานะกลุ่มสินค้าที่สามารถรักษาระดับความต้องการของตลาดไว้ได้อย่างมั่นคงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ตามการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับสินค้าหรูของบริษัท Bain & Company พบว่า ภาพรวมในปี 2567 นั้น การใช้จ่ายสินค้าหรูทั่วโลกลดลง 1-3% คิดเป็นมูลค่าราว 1.57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในปี 2566-2567 และยังคงสูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 เมื่อพิจารณาถึงเครื่องประดับซึ่งอยู่ในหมวดสินค้าหรู สามารถเติบโตได้ราว 2% คิดเป็นมูลค่าราว 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะเครื่องประดับระดับ
ไฮเอนด์ที่เติบโตได้ดี ต่างจากกลุ่มนาฬิกา เครื่องหนัง และรองเท้าที่ปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับตลาดสินค้าหรูมือสองที่มีมูลค่าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 7% โดยสินค้าหรูซึ่งประกอบด้วยเครื่องประดับและนาฬิกา ครองตลาดนี้กว่า 80-85% ของยอดขายสินค้ามือสอง ทั้งนี้ Bain & Company คาดการณ์ว่า สินค้าหรูส่วนบุคคลจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2568 โดยประมาณการเพิ่มขึ้น 0-4% ภายใต้สมมติฐานว่า จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในโลกตะวันตก การฟื้นตัวของจีนในช่วงครึ่งหลังของปี และตลาดผู้บริโภคในญี่ปุ่นยังเติบโตได้ดี
การจำแนกประเภทของเครื่องประดับ
จากข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเครื่องประดับในตลาดสินค้าหรูและตลาดมือสอง เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตของตลาดเครื่องประดับที่มีความแตกต่างกันในแต่ละส่วน จึงควรทำความรู้จักกับการจำแนกประเภทของเครื่องประดับที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งมีการแบ่งตามคุณค่า วัสดุที่ใช้ ระดับราคา การใช้งาน หรือแบบผสมผสาน โดยส่วนใหญ่สามารถจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
1. เครื่องประดับแฟชั่นและเครื่องประดับเทียม (Fashion Jewelry and Costume Jewelry) วัสดุของเครื่องประดับประเภทนี้จะทำจากพลอยหรือเพชรสังเคราะห์ วัสดุเลียนแบบพลอยสี หากเป็นพลอยสีธรรมชาติมักเป็นเกรดทั่วไปหรือชนิดที่ราคาไม่สูง ตัวเรือนมักทำจากโลหะทั่วไป เช่น ทองเหลือง ทองแดง สังกะสี สแตนเลส และเงิน รวมทั้งจากพลาสติกหรือวัสดุอื่นๆ มีการออกแบบตามกระแสแฟชั่นหรือแบรนด์ดัง เน้นตลาดในวงกว้าง
2. เครื่องประดับแบบเดมิไฟน์ (Demi-fine Jewelry) เป็นเครื่องประดับที่อยู่ระหว่างเครื่องประดับแฟชั่นและเครื่องประดับแท้ มีการผลิตประณีตและคุณภาพสูงกว่าเครื่องประดับแฟชั่น ตัวเรือนมักใช้เป็นโลหะมีค่า อย่างเงิน รวมทั้งเงินชุบทอง รวมทั้งการประดับพลอยสีธรรมชาติที่ราคาไม่แพง เช่น มอร์แกไนต์ โทแปซ โอปอล เป็นต้น โดยเน้นดีไซน์เรียบหรูทันสมัย ในราคาจับต้องได้
3. เครื่องประดับแท้ (Fine Jewelry) เป็นชิ้นงานที่มีการใช้วัสดุที่มีราคาและใช้ทักษะงานฝีมือมากขึ้น โดยทำจากโลหะมีค่าอย่างเงิน ทองคำ 14K 18K 22K หรือ 24K และแพลทินัม รวมทั้งการประดับด้วยอัญมณีธรรมชาติ ซึ่งมีความคงทนแข็งแรง เหมาะต่อการสวมใส่ได้ในหลายโอกาส โดยมีระดับราคาตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไปซื้อหาได้จนถึงราคาสูง
4. เครื่องประดับชั้นสูง (High Jewelry/Haute Joaillerie) เครื่องประดับชั้นสูงนั้นเป็นเหมือนอีกก้าวหนึ่งของเครื่องประดับแท้ที่แสดงออกถึงความวิจิตรศิลป์ มีความประณีตพิถีพิถัน แต่ละแบรนด์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน แสดงออกซึ่งความหรูหราและนวัตกรรมที่โดดเด่น โดยมีการเลือกใช้วัสดุและอัญมณีที่มีคุณภาพสูงระดับเพื่อการลงทุน (Investment Grade) มีการผลิตคอลเล็คชันเฉพาะที่มีจำนวนจำกัด หรือเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก รวมทั้งสามารถสั่งทำพิเศษ หรือออกแบบตามสั่ง ทำให้แต่ละชิ้นเป็นงานศิลปะ ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม หายาก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งช่วยยกระดับรสนิยมส่วนตัวไปสู่ความทรงคุณค่าในอีกระดับหนึ่ง
ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ เลือกใช้วัสดุคุณภาพดี การออกแบบ รวมทั้งช่างฝีมือที่มีความชำนาญและทักษะสูง ทำให้ราคาของเครื่องประดับชั้นสูงแพงกว่าเครื่องประดับแท้โดยทั่วไป แม้ว่าโดยทั่วไปไม่มีการแบ่งระดับราคาไว้อย่างชัดเจน แต่มีข้อมูลจาก Jesta Freak (แพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำเสนอพฤติกรรมผู้บริโภค และเรื่องราวของแบรนด์เนมชั้นนำ) ระบุว่า แบรนด์เครื่องประดับหรูที่มีการผลิตเครื่องประดับชั้นสูง อย่าง Cartier, Chopard, De Beers, Graff, Harry Winston, Tiffany & Co. หรือ Van Cleef & Arpels มีระดับราคาเริ่มต้นของเครื่องประดับชั้นสูงที่ราว 5,000 ดอลลาร์ แต่ชิ้นงานที่ดี ใช้วัสดุหายาก มีการออกแบบที่ซับซ้อน มักจะมีราคาในช่วง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ทั้งนี้ เครื่องประดับชั้นสูงมักเป็นหนึ่งในไลน์ผลิตของแบรนด์เครื่องประดับหรู (Luxury Jewelry Brands) ส่วนมากแบรนด์ชื่อดังของโลกจะมีสายผลิตภัณฑ์ 2 ระดับหลักๆ คือ
Fine Jewelry - เครื่องประดับชั้นดีที่มีผลิตในปริมาณมาก เช่น คอลเล็กชัน LOVE ของ Cartier, Tiffany T Collection หรือ BVLGARI B.zero1 Collection เป็นต้น
High Jewelry/Haute Joaillerie - ผลิตแบบจำกัดหรือชิ้นเดียว ใช้เพชรและอัญมณีหายาก งานฝีมือขั้นสูง ดีไซน์เฉพาะกลุ่มนักสะสมและลูกค้าฐานะดีจนถึงระดับที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปUltra-High-Net-Worth (UHNW)
ภาพเครื่องประดับแฟชั่น เครื่องประดับแท้ และเครื่องประดับชั้นสูง จาก https://ar.pinterest.com/
นอกจากนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนนั้น หลายสินค้ามียอดขายลดลง ทว่าตลาดเครื่องประดับหรูกลับสวนกระแสปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยกลุ่ม LVMH และ Richemont เป็นตัวผลักดันตลาดเครื่องประดับหรูทั่วโลกให้เติบโต ข้อมูลจาก Richemont ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดของโลก มีแบรนด์เครื่องประดับในเครือ คือ Buccellati, Cartier, Van Cleef & Arpels และ Vhernier ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024) มีรายได้จากเครื่องประดับถึง 15,330 ล้านยูโร (17,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 8% โดยตลาดหลักที่ขยายตัวสูง คือ ญี่ปุ่น 30% ตามด้วยทวีปอเมริกา 15% ตามลำดับ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดโตนั้น เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองเครื่องประดับแท้เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับความต้องการชิ้นงานสั่งทำพิเศษที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์ส่วนบุคคลเติบโตได้ดี รวมทั้งเครื่องประดับชั้นสูงสำหรับเศรษฐี (UHNW) ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นด้วย สอดคล้องกับ Knight Frank บริษัทชั้นนำด้านให้คำปรึกษาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน ได้เปิดเผย ดัชนีการลงทุนในสินทรัพย์หรู 2025 (Knight Frank Luxury Investment Index 2025) บ่งชี้ว่า เครื่องประดับเป็นสินทรัพย์ที่มีความโดดเด่นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนทางเลือก ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 20.2% ในช่วง 5 ปี และสูงถึง 33.5% ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
รู้จักแบรนด์เครื่องประดับหรู
แบรนด์เครื่องประดับหรูเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความประณีตและคุณค่าที่ยั่งยืน โดดเด่นด้วยการคัดสรรวัสดุชั้นเลิศ อัญมณีหายาก และงานฝีมืออันประณีต ชิ้นงานแต่ละชิ้นมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและเรื่องราวของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง นอกจากความงามอย่างเลอค่าแล้ว เครื่องประดับเหล่านี้ยังสามารถสะสมมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา จึงเป็นทั้งศิลปะและการลงทุนที่เปี่ยมคุณค่าในคราวเดียวกัน
ด้วยความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องประดับจากแบรนด์หรู จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับผู้บริโภคและผู้หลงใหลในเครื่องประดับหรู เพื่อเป็นแนวทางในการทำความรู้จักแบรนด์ชั้นนำระดับโลก จึงขอแนะนำการจัดอันดับ 10 แบรนด์เครื่องประดับดีไซเนอร์ชั้นนำในปี 2568 จาก myGEMMA แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรู ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์ Tiffany & Co., Harry Winston, Cartier, Chopard, Van Cleef & Arpels, Graff, David Yurman, Buccellati, Bvlgari และ Boucheron แบรนด์ชั้นนำเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ขายเครืองประดับ แต่ยังขายความฝัน ถ่ายทอดแรงบันดาลใจ ผ่านประวัติศาสตร์และตำนานที่สามารถสัมผัสได้ หล่อหลอมเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่น Storytelling จึงไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่คือการสื่อสาร “มรดกทางอารมณ์” ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับแบรนด์อย่างลึกซึ้ง จึงขอนำเสนอตัวอย่างแบรนด์หรูที่น่าสนใจดังนี้
Cartier - “Jeweler of Kings, King of Jewelers”
Cartier เป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาหรูระดับโลก ก่อตั้งในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ปี พ.ศ.2390 (ค.ศ. 1847) โดยหลุยส์-ฟรองซัวส์ คาร์เทียร์ (Louis-François Cartier) ได้รับสืบทอดร้านเครื่องประดับจากอาจารย์ของเขา เริ่มมีชื่อเสียงระดับราชสำนัก เมื่อเจ้าหญิงมาทิลด์ (Princess Mathilde) พระญาติของจักรพรรดิ
นโปเลียนที่ 3 ทรงซื้อผลงานของ Cartier เป็นครั้งแรก นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์ Cartier เป็นที่รู้จักในสังคมชั้นสูงของปารีส หมู่ชนชั้นนำระดับนานาชาติในยุคนั้น กระทั่งถึงช่วงเติบโตของแบรนด์ เมื่อหลานชายสามคนของ
ผู้ก่อตั้งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแบรนด์ ด้วยการออกแบบเครื่องประดับที่ผสมผสานแรงบันดาลใจแบบยุคนีโอคลาสสิกเข้ากับการเป็นผู้บุกเบิกการใช้แพลทินัมในการทำเครื่องประดับเป็นครั้งแรก ทำให้วิวัฒนาการของ Cartier เริ่มขึ้นอย่างแท้จริง โดยที่พี่น้องแต่ละคนบริหารร้านเรือธงในปารีส ลอนดอน และนิวยอร์ก
กระทั่งปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) Cartier ได้รับใบรับรองพระราชทานจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่ง
สหราชอาณาจักร ที่ทรงเรียก Cartier ว่า “jeweller of kings and king of jewellers” ต่อมา Cartier ได้กลายเป็นผู้จัดหาเครื่องประดับอย่างเป็นทางการให้แก่ราชสำนักหลายแห่ง เช่น สเปน สยาม รัสเซีย และราชสำนักอื่นๆ อีกมากมาย Cartier สร้างเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเป็นเครื่องประดับสำหรับราชวงศ์และชนชั้นสูงทั่วโลก เช่น มงกุฎของราชินีอังกฤษ เครื่องประดับสำหรับมหาราชาอินเดีย หรือราชวงศ์รัสเซีย Cartier จึงไม่ได้ขายแค่ความหรูหรา แต่ขายมรดกและความคลาสสิกที่สืบทอดได้จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้จากจุดเริ่มต้นที่แสนเรียบง่าย Cartier ได้พัฒนาจนกลายเป็นธุรกิจสินค้าหรูหราระดับโลก ด้วยการใช้แนวทางสร้างแบรนด์ดังนี้
1. Storytelling เชิงประวัติศาสตร์ ผูกโยงแบรนด์เข้ากับราชวงศ์ ตัวบุคคล และเหตุการณ์จริงในอดีต ซึ่งถูกนำมาเล่าซ้ำในบริบทใหม่ด้วยภาษาของความงามที่ไร้กาลเวลา
2. สื่อสารผ่านศิลปะและภาพยนตร์ แบรนด์เชื่อมโยงตนเองเข้ากับวัฒนธรรม ศิลปะ และค่านิยมของยุคสมัย ดังเช่นภาพยนตร์สั้น L’Odyssée de Cartier ที่เล่าเรื่องราวของแบรนด์ผ่านโลกแฟนตาซี เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ วัฒนธรรม และมิติของเวลาเข้าไว้ด้วยกัน
3. ความหรูหราเชิงวัฒนธรรม (Cultural Luxury) แบรนด์ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายมรดก วัฒนธรรม และความภาคภูมิใจ ดังเช่นเสือดาวที่เป็นสัญลักษณ์หลักของ Cartier และเป็นแหล่งบันดาลใจ ที่มีความหมายและความสง่างาม
4. การออกแบบที่มี “ความหมาย” เช่น Love Bracelet ที่ออกแบบให้ต้องใช้ไขควงพิเศษในการใส่และถอดเท่านั้น สื่อถึงความรักความผูกพัน
ภาพแหวน Trinity และกำไลข้อมือ Love Bracelet ของแบรนด์ Cartier
ปัจจุบัน Cartier เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Richemont ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าหรูหราชั้นนำของโลก โดยสร้างผลงานชิ้นเอกในด้านเครื่องประดับและนาฬิกา โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น แหวน Trinity สร้อยข้อมือ Just un Clou และคอลเลคชั่น Panthère de Cartier เป็นต้น
Van Cleef & Arpels - “Poetry of Time and Nature”
แบรนด์แห่งความรัก Van Cleef & Arpels เกิดขึ้นจากการแต่งงานกันในปี 1895 ของ Estelle Arpels และ Alfred Van Cleef คู่รักซึ่งมาจากครอบครัวพ่อค้าเครื่องประดับ ได้ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ในปี พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ย่านศูนย์กลางสินค้าแบรนด์หรู ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส
แรงบันดาลใจสำคัญประการหนึ่งของแบรนด์ Van Cleef & Arpels คือ “ความรัก” ซึ่งได้ซึมซาบอยู่ในผลงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยผลงานชิ้นแรกที่ปรากฏในบันทึกการขายเมื่อปี 1906 ก็คือเพชรรูปหัวใจ ความรักจึงกลายเป็นธีมหลักที่ปรากฏอยู่ในทุกคอลเล็กชันของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นแหวนหมั้น แหวนแต่งงาน นาฬิกา หรือผลงานเครื่องประดับชั้นสูง ล้วนสะท้อนอารมณ์ ความทรงจำ และความหมายอันลึกซึ้งของความรักในหลากหลายรูปแบบที่ครอบคลุมถึงความรักในธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้ ใบไม้ สัตว์ต่างๆ เทพนิยาย ความรักในศิลปะ และนิทานอีสป ด้วยเทคนิคการฝึกฝนที่ประณีตและนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ ความรักในความงามที่สะท้อนผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ และความรักในครอบครัวที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ด้วยความเป็นเลิศในด้านการออกแบบและฝีมือ Van Cleef & Arpels ได้กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากราชวงศ์ ดาราดัง และบุคคลสำคัญทั่วโลก ผลงานของแบรนด์ได้ประดับประดาบนร่างกายของบุคคลระดับตำนาน อาทิพระราชินีโซเฟียแห่งสเปน เจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ รวมถึงเซเลบและดาราดังในปัจจุบัน เช่น แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (Kate Middleton) มารายห์ แครี (Mariah Carey) และรีส วิทเทอร์สปูน (Reese Witherspoon)
คำว่า “Poetry of Time” และ “Poetry of Nature” เป็นปรัชญาหลักของแบรนด์ที่สะท้อนมุมมองในการเปลี่ยนเครื่องประดับและนาฬิกาให้กลายเป็นงานศิลป์ที่มีจิตวิญญาณและเรื่องเล่า ที่เป็นมากกว่าสินค้าหรูทั่วไป โดยคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ชื่อ แต่เป็นแนวทางการสร้างสรรค์ที่มี “กลิ่นของบทกวี” (Poetic) และ “ความเคารพในธรรมชาติและกาลเวลา” แนวคิดทั้งสองนี้จึงเป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง (Storytelling Core) ที่ Van Cleef & Arpels ใช้เป็นเข็มทิศในการออกแบบและสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ดังนี้
1. สื่อสารผ่านนิทานและความฝัน สร้าง “มรดกทางอารมณ์” (emotional heritage) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่เพียงแค่จดจำแบรนด์ แต่รู้สึกเป็นเจ้าของความทรงจำบางอย่างร่วมกับแบรนด์
2. Poetry of Time & Nature ถ่ายทอดธรรมชาติในรูปแบบกวีและเรื่องเล่าผ่านกาลเวลา ซึ่งดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มองหาความรู้สึก ความละเอียดอ่อน และความหมาย มากกว่าความอลังการ
3. ใช้นวัตกรรมฝีมือระดับสูง ด้วยเทคนิคที่มีลิขสิทธิ์ “Mystery Set” ในการฝังพลอยโดยไม่เห็นหนามเตย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลยุทธ์นี้วางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่ม “Haute Joaillerie”
4. สร้างอัตลักษณ์ด้วย “ความรัก” แบรนด์ถือกำเนิดจากความรักของผู้ก่อตั้ง (ระหว่าง Estelle Arpels และ Alfred Van Cleef) ซึ่งกลายเป็นแก่นความคิดของคอลเลกชันจำนวนมาก เช่น แหวนหมั้น แหวนแต่งงานนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับคู่รัก คอลเลกชันที่สื่อถึงโชค ความรัก ความหวัง
ปัจจุบัน Van Cleef & Arpels เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Richemont เช่นเดียวกับแบรนด์ Cartier โดยสร้างสรรค์ผลงานทั้งเครื่องประดับและนาฬิกา มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น Alhambra Collection ที่นำเอารูปแบบใบโคลเวอร์ 4 แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ผสมผสานกับความงามของธรรมชาติ Ballerina & Fairy Clips หรือ Zip Necklace สร้อยคอที่ดึงแรงบันดาลใจจากซิปของเสื้อผ้า สามารถรูดเปิด–ปิดได้จริง และแปลงเป็นกำไลได้
ภาพสร้อยคอใน Alhambra Collection และ Zip Necklace ของแบรนด์ Van Cleef & Arpels
Mikimoto – “The Origin of Cultured Pearls”
Mikimoto แบรนด์เครื่องประดับหรูจากแดนอาทิตย์อุทัย เป็นผู้บุกเบิกการเพาะเลี้ยงไข่มุกรายแรกของโลก โดยในปี พ.ศ.2436 (1893) Kokichi Mikimoto ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งไข่มุก” (Pearl King) ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่เมื่อประสบความสำเร็จในการสร้างไข่มุกเพาะเลี้ยงชิ้นแรกของโลก ซึ่งเปลี่ยนโฉมวงการเครื่องประดับไข่มุกจากการพึ่งไข่มุกธรรมชาติสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่คงคุณภาพสูงได้อย่างยั่งยืน เรื่องราวของ Mikimoto ไม่ได้ขายแค่เครื่องประดับไข่มุก แต่ขาย "ความกล้าสร้างนวัตกรรม + จิตวิญญาณแห่งความประณีตแบบญี่ปุ่น และความฝันที่จะ "ประดับคอผู้หญิงทั่วโลกด้วยไข่มุก"
โคกิชิได้ส่งช่างฝีมือไปยุโรปเพื่อเรียนรู้เทคนิคการออกแบบและสไตล์ล่าสุดในเครื่องประดับ รวมถึงศิลปะแบบ Art Deco และ Art Nouveau จากนั้นใช้เวลาหลายทศวรรษผสมผสานงานฝีมือโลหะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับเทคนิคการผลิตแบบยุโรปเพื่อสร้างสไตล์ Mikimoto ที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีการควบคุมการคัดคุณภาพของไข่มุก ด้วยการประเมินคุณภาพจากหลายเกณฑ์มาตรฐานซึ่งประกอบด้วยความแวววาว ความหนาของ nacre รูปทรง ขนาด และสี โดยเลือกใช้ไข่มุกที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งมีน้อยกว่า 10% ของไข่มุกทั้งหมดที่นำมาคัด นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีระบบบูรณาการครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การขาย และบริการหลังการขาย
กลยุทธ์ของแบรนด์ Mikimoto ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกวงการไข่มุกเลี้ยงระดับโลก มีความซับซ้อนและลึกซึ้ง โดยผสานมรดกทางวัฒนธรรมญี่ปุ่น ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และการสร้างภาพลักษณ์ความหรูหราระดับโลก ได้อย่างกลมกลืน รายละเอียดกลยุทธ์สามารถขยายความได้ดังนี้
1. กลยุทธ์มรดกและความเป็นผู้บุกเบิก เน้นการเป็นผู้บุกเบิกการเพาะเลี้ยงไข่มุกรายแรก ใช้ประวัติศาสตร์ อันยาวนานเป็นจุดแข็งในการสร้างความน่าเชื่อถือ ร่วมกับรักษาและสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างแนวโน้มประเพณีแห่งความงามเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความใหม่และน่าสนใจเสมอ
2. การวางตำแหน่งแบรนด์แบบ Niche Luxury สร้างตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านไข่มุกระดับโลกมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่แข่งขันในเครื่องประดับทั่วไป แต่ครองตลาดไข่มุกหรูหรา
3. วิวัฒนาการภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Image Evolution) ทำลายภาพจำเก่าที่ว่าไข่มุกเป็นของผู้หญิงสูงอายุ ด้วยการนำเสนอไข่มุกเป็นเครื่องประดับที่ทันสมัยและเหมาะกับทุกยุคสมัย เหมาะแก่การสวมใส่ได้ทุกโอกาสตั้งแต่ในที่ทำงาน งานพิธีการ หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์
4. รุกตลาดโลกโดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณญี่ปุ่น แม้ว่า Mikimoto มีการขยายสาขาไปยังมหานครใหญ่อย่างนิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส ฮ่องกง ปักกิ่ง แต่แบรนด์ยังคงด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์หรูญี่ปุ่นที่มีความสงบ สง่างาม และไร้กาลเวลา แต่ละร้านมีดีไซน์ภายในที่สะท้อนกลิ่นอายญี่ปุ่นร่วมสมัย เช่น งานไม้เรียบเนียน โทนแสงอบอุ่น และการจัดวางสินค้าแบบ “ความน้อยคือความมาก”
นอกจากนี้ แบรนด์สนับสนุนการเลี้ยงหอยไข่มุกที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางทะเลที่การเพาะเลี้ยงไข่มุก พัฒนามาตรฐานการเลี้ยงหอยมุกอย่างรับผิดชอบและแนวทางแก้ไขทางเทคโนโลยีเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ผลิตไข่มุกได้อย่างยั่งยืนไม่เพียงเพื่อแบรนด์แต่เพื่ออุตสาหกรรมไข่มุกด้วย โดยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ ได้แก่ Les Pétales de Ginza ที่ได้แรงบันดาลใจจากกลีบดอกไม้ในย่านกินซ่า Mikimoto x Comme des Garçons คอลเลกชันที่ร่วมกับแบรนด์แฟชั่น Avant-Garde ผสมผสานไข่มุกคลาสสิกกับโซ่โลหะ และวัสดุแปลกตา หรือ Passionoir Collection เน้นไข่มุก Tahitian สีดำ และดีไซน์เรียบเท่ เพื่อเจาะตลาดผู้ชายเพิ่มขึ้น
ภาพเครื่องประดับชุด Les Pétales de Ginza และ Passionoir Collection ของ Mikimoto
จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่หลากหลายและลุ่มลึกของตลาดเครื่องประดับหรูในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงด้วยมูลค่าทางการเงิน หากแต่รวมถึงอัตลักษณ์ ความหมาย และเรื่องเล่าที่ทรงพลังของ
แต่ละแบรนด์ การเข้าใจการจำแนกประเภทของเครื่องประดับ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของผู้นำในอุตสาหกรรม เช่น Cartier, Van Cleef & Arpels และ Mikimoto สามารถเป็นต้นแบบสำคัญให้แก่ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้อย่างมีคุณภาพ โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สื่อสารผ่านคุณค่าทางวัฒนธรรม ความงาม และเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ของผู้บริโภค พร้อมทั้งยกระดับแบรนด์ด้วยการผสมผสานทักษะฝีมือระดับสูง เข้ากับนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนมีจุดยืนที่ชัดเจนในตลาดระดับโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อยกระดับจากการเป็นผู้ผลิต OEM ไปสู่การสร้างแบรนด์ที่มีความยั่งยืนและมีคุณค่าในระดับสากล
จัดทำโดย นายพุทธิพร วิชัยดิษฐ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
พฤศจิกายน 2568
|
|
|||

